นิ่วในไตและท่อไต

ไต เป็นอวัยวะที่มีหน้าที่หลักคือกรองของเสียที่อยู่ในเลือดและขับถ่ายออกนอกร่างกายทางปัสสาวะ โดยปัสสาวะจะไหลผ่านกรวยไตลงมาตามท่อไตเพื่อลงสู่กระเพาะปัสสาวะและขับออกนอกร่างกายทางท่อปัสสาวะ แต่บางครั้งหินปูนหรือเกลือแร่ต่างๆ เช่น แคลเซียม ออกซาเลต, แคลเซียม ฟอสเฟต, กรดยูริก และซีสเตอีนในปัสสาวะอาจเกิดการตกตะกอนหรือตกผลึกขึ้นในไตแล้วสะสมรวมกันเป็นก้อนแข็งมีลักษณะคล้ายก้อนกรวดเรียกว่า นิ่ว หากนิ่วยังอยู่ในไตเรียกว่า โรคนิ่วในไต (kidney stone) แต่หากก้อนนิ่วหลุดลงมายังท่อไตเรียกว่า โรคนิ่วในท่อไต (ureteric stone)
 

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค

การตกตะกอนของสารต่างๆ จนกลายเป็นก้อนนิ่วเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น มีสารเหล่านี้ในปัสสาวะมากผิดปกติ หรือทางเดินปัสสาวะตีบแคบจากสาเหตุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการตีบแต่กำเนิด หรือมีก้อนเนื้ออุดกั้น ทำให้ปัสสาวะคั่งค้างในไตและสะสมกลายเป็นก้อนนิ่วในที่สุด

ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดนิ่ว ได้แก่

  1. ดื่มน้ำน้อยเกินไป หรืออยู่ในภาวะขาดน้ำ
  2. พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีสารก่อนิ่วในปริมาณสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้แก่ อาหารที่มีโปรตีน เกลือ และน้ำตาลสูง
  3. ภาวะน้ำหนักเกิน
  4. มีโรคในระบบทางเดินปัสสาวะ และระบบทางเดินอาหาร เช่น ไตอักเสบ โรคหลอดเลือดในท่อไต ต่อมพาราไทรอยด์ทำงานมากผิดปกติ โรคลำไส้อักเสบ ท้องเสียเรื้อรัง โรคเกาต์
  5. ปัจจัยทางพันธุกรรม คือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนิ่วมาก่อน


อาการของนิ่วในไตและท่อไต

อาการที่มักพบในผู้ป่วยโรคนิ่วในไตและท่อไต ได้แก่

  • ปวดรุนแรงเป็นช่วงๆ บริเวณข้างลำตัวและหลัง บางครั้งอาจปวดช่องท้องด้านล่างลงไปจนถึงขาหนีบ
  • ปวดขณะปัสสาวะ ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อย น้ำปัสสาวะน้อยผิดปกติ
  • ปัสสาวะมีเลือดปน มีสีน้ำตาลหรือสีชมพู
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • มีไข้ หนาวสั่น


การตรวจและวินิจฉัยโรคนิ่วในไตและท่อไต

แพทย์สามารถตรวจและวินิจฉัยโรคนิ่วในไตและท่อไตได้จากการซักประวัติและตรวจร่างกาย ร่วมกับการตรวจต่างๆ อาทิ ตรวจเลือดเพื่อหาแคลเซียมและกรดยูริก ตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารต่างๆ ที่เป็นส่วนประกอบของนิ่ว การตรวจด้วยภาพ เช่น ตรวจอัลตราซาวนด์ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan)และการฉีดสีเพื่อตรวจไตและระบบทางเดินปัสสาวะ


การรักษาโรคนิ่วในไตและท่อไต

แนวทางการรักษาโรคนิ่วในไตและท่อไตขึ้นอยู่กับขนาดของนิ่ว หากก้อนนิ่วมีขนาดเล็กมาก แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้ร่างกายขับนิ่วออกมาเองตามธรรมชาติ โดยให้รับประทานยาบรรเทาอาการปวดร่วมด้วย หรืออาจให้ยาช่วยขับก้อนนิ่วเพื่อให้หลุดออกมาทางปัสสาวะ

ในกรณีที่นิ่วมีขนาดใหญ่ แพทย์จะพิจารณาเอานิ่วออกโดยเลือกใช้วิธีดังต่อไปนี้

  • การสลายนิ่วด้วยคลื่นกระแทก (Extracorporeal Shock Wave Lithotripsy : ESWL) เป็นการใช้คลื่นเสียงทำให้เกิดแรงกระแทกที่ก้อนนิ่วจนก้อนนิ่วแตกเป็นชิ้นเล็กๆ และหลุดออกมากับปัสสาวะ
  • การส่องกล้องผ่านท่อปัสสาวะ (Ureteroscopy) โดยแพทย์จะใช้เครื่องมือที่มีกล้องติดอยู่ผ่านเข้าไปตามท่อปัสสาวะเพื่อขบนิ่วให้แตกเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำออกทางมาทางท่อ วิธีนี้ใช้ในกรณีที่นิ่วอยู่บริเวณท่อไตใกล้กับกระเพาะปัสสาวะ
  • การผ่าตัด ใช้ในกรณีที่ก้อนนิ่วมีขนาดใหญ่ หรือเป็นนิ่วเขากวางที่มีกิ่งก้านหลายกิ่งจนไม่สามารถเอาออกด้วยวิธีอื่นได้


การป้องกันและดูแลตัวเองของผู้ป่วย

• ดื่มน้ำให้มากและให้ได้ปริมาณตามคำแนะนำของแพทย์

• ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีสารก่อนิ่วสูง ได้แก่ อาหารที่มีสารออกซาเลตสูง เช่น ยอดผัก ผักโขม ผักกระเฉด ถั่ว ชา ช็อกโกแลต พริกไทยดำ และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง อาหารที่มีกรดยูริกสูง เช่น เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ สัตว์ปีก อาหารทะเล และอาหารที่มีสารซีสทีนสูง เช่น นม ไก่ เป็ด นอกจากนี้ควรจำกัดการบริโภคเกลือให้อยู่ในปริมาณน้อย

• ปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานวิตามินและเกลือแร่เสริมอาหาร โดยเฉพาะแคลเซียม

• เข้ารับการตรวจติดตามโรคตามกำหนดทุกครั้ง โดยแพทย์อาจนัดติดตามผลการรักษาทุก 3 - 6เดือน

 
IMG
IMG
IMG
IMG

 

Rating score: 8.80 of 10, based on 15 vote(s)