bih.button.backtotop.text

การผ่าตัดปลูกถ่ายไต

การผ่าตัดปลูกถ่ายไต เป็นการรักษาโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติโดยไม่ต้องกังวลกับการฟอกเลือด
ปัจจุบัน การผ่าตัดปลูกถ่ายไตทำได้ง่ายขึ้นด้วยความเชี่ยวชาญของแพทย์และความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ขณะเดียวกันจำนวนผู้บริจาคอวัยวะที่เพิ่มขึ้นก็ช่วยลดระยะเวลาการรอคอยไตบริจาคลงได้อย่างมากเมื่อเทียบกับในอดีต

การผ่าตัดปลูกถ่ายไต
รายงานประจำปี 2562 ของศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย ระบุตัวเลขที่น่าสนใจของการผ่าตัดปลูกถ่ายไตไว้ดังนี้
  • ขณะนี้มีผู้รอไตทั้งสิ้น 6,125 ราย อยู่ในสถานะที่พร้อมเข้ารับการผ่าตัดปลูกถ่ายไต 5,508 รายหรือร้อยละ 90 ได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายไต แล้ว 552 ราย หรือร้อยละ 9 ของผู้รอรับไตทั้งหมด
  • ระยะเวลาเฉลี่ยในการรอปลูกถ่ายไตนับจากวันลงทะเบียนคือ 954 วัน หรือ 2 ปี 7 เดือน 11 วัน
  • เวลาเร็วที่สุดในการรออยู่ที่ 15 วัน นานที่สุด 6,170 วัน หรือ 16 ปี 10 เดือน 22 วัน
  • มีผู้ป่วยเสียชีวิตระหว่างรอไต 45 ราย
  • ผู้ได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายไต มีอายุอยู่ในช่วง 35-49 ปีมากที่สุด (ร้อยละ 41) รองลงมาคือ 50-59 ปี (ร้อยละ 24)
  • ผู้ที่ปลูกถ่ายไตอายุมากที่สุดคือ 78 ปี อายุน้อยที่สุดคือ 10 ปี

การผ่าตัดปลูกถ่ายไต
เป็นการรักษาโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติโดยไม่ต้องกังวลกับการฟอกเลือด

ปัจจุบัน การผ่าตัดปลูกถ่ายไตทำได้ง่ายขึ้นด้วยความเชี่ยวชาญของแพทย์และความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ขณะเดียวกันจำนวนผู้บริจาคอวัยวะที่เพิ่มขึ้นก็ช่วยลดระยะเวลาการรอคอยไตบริจาคลงได้อย่างมากเมื่อเทียบกับในอดีต
 
การผ่าตัดปลูกถ่ายไตถือเป็นวิธีการบำบัดทดแทนไตที่ดีที่สุด
เนื่องจากการผ่าตัดมีอัตราการประสบความสำเร็จสูง ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถรับประทานอาหาร ออกกำลังกาย เดินทางท่องเที่ยว มีครอบครัวได้เช่นเดียวกับผู้ที่มีสุขภาพดีทั่วไป และมีชีวิตที่ยืนยาวกว่าผู้ป่วยที่ต้องฟอกเลือดหรือล้างไตตลอดชีวิต
 
การผ่าตัดปลูกถ่ายไตที่บำรุงราษฎร์
บำรุงราษฎร์เป็นโรงพยาบาลสมาชิกสามัญของศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย เริ่มปลูกถ่ายไตนับตั้งแต่ปี 2540 ได้ทำการผ่าตัดปลูกถ่ายไตให้กับผู้ป่วยแล้วกว่าร้อยราย ภายใต้โปรแกรมการผ่าตัดปลูกถ่ายไตที่เกิดจากความร่วมมือของบุคลากรทางการแพทย์หลากหลายสาขาวิชาชีพที่พร้อมจะร่วมเดินทางไปกับผู้ป่วยนับตั้งแต่วันแรกที่ผู้ป่วยแสดงความประสงค์จะปลูกถ่ายไต จนกระทั่งการผ่าตัดปลูกถ่ายไตผ่านพ้นไปด้วยดี ซึ่งการเดินทางนี้อาจใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนหรืออาจยาวนานนับปี

ทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพของบำรุงราษฎร์ที่ต้องเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยทั้งก่อน ระหว่าง และหลังผ่าตัด รวมถึงตรวจติดตามดูแลต่อเนื่องระยะยาวประกอบไปด้วย
ทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพของบำรุงราษฎร์ที่ต้องเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยทั้งก่อน ระหว่าง และหลังผ่าตัด รวมถึงตรวจติดตามดูแลต่อเนื่องระยะยาวประกอบไปด้วย
  • อายุรแพทย์โรคไต:  เป็นแพทย์เจ้าของไข้ ที่ดูแลผู้ป่วยตลอดกระบวนการ ซึ่งก่อนผ่าตัด จะประเมินความพร้อม ทั้งด้านร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยว่าพร้อมรับการผ่าตัดหรือไม่ในระหว่างและหลังผ่าตัด ซึ่งดูแลการทำงานของไตใหม่ ควบคุมระดับยากดภูมิคุ้มกัน และการรับประทานยาของผู้ป่วย
  • อายุรแพทย์โรคตับ: กรณีผู้ป่วยมีโรคตับร่วมด้วย แพทย์เจ้าของไข้จะทำการปรึกษาร่วมกับแพทย์โรคตับ
  • อายุรแพทย์โรคหัวใจ: ผู้ป่วยก่อนผ่าตัด จะต้องได้รับการตรวจประเมินความพร้อมทางด้านหัวใจ ซึ่งหากตรวจแล้วพบว่า ผู้ป่วยมีโรคประจำตัวเป็นโรคที่เกี่ยวกับหัวใจ แพทย์จะติดตามดูแลผู้ป่วยไปตลอดทุกระยะ
  • ศัลยแพทย์ผ่าตัดเปลี่ยนไต: ทำหน้าที่ผ่าตัดเปลี่ยนไตให้กับผู้ป่วย ติดตามดูแลแผลผ่าตัด และการทำงานของไตใหม่
  • ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ: ช่วยแพทย์ผ่าตัด โดยในห้องผ่าตัด แพทย์จะดูแลระบบท่อทางเดินปัสสาวะให้ผู้ป่วย และติดตามดูแลระบบการขับถ่ายของปัสสาวะหลังผ่าตัด
  • สูติ-นรีแพทย์สำหรับผู้ป่วยหญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป: ทำการตรวจประเมินผู้ป่วยก่อนผ่าตัด เพื่อให้แน่ใจว่า ผู้ป่วยไม่มีโรคในระบบสูติ-นรีแพทย์และโรคมะเร็ง ก่อนการผ่าตัด
  • ทันตแพทย์: ตรวจช่องปากก่อนผ่าตัดเปลี่ยนไต หากพบว่ามีปัญหาฟันผุ ให้ผู้ป่วยรักษากับทันตแพทย์ให้เรียบร้อยก่อนเข้ารับการผ่าตัด
  • เภสัชกร: ให้ความรู้เกี่ยวกับผู้ป่วยในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกันหลังการผ่าตัดปลูกถ่ายไต
  • จิตแพทย์: กรณีผู้ป่วยมีผู้บริจาคไตซึ่งเป็นญาติ จะต้องพบจิตแพทย์ทั้งผู้บริจาคและผู้รับ เพื่อประเมินทางด้านจิตใจ ความสมัครใจในการบริจาค และคัดกรองปัญหาด้านจิตเวชก่อนผ่าตัด
  • โภชนากร: ให้คำแนะนำเรื่องการรับประทานอาหารหลังการปลูกถ่ายไต
  • พยาบาลประสานงาน: ดูแลติดต่อประสานงานในกระบวนการผ่าตัดปลูกถ่ายไต ในทุกระยะ ให้ข้อมูลและคำแนะนำแก่ผู้ป่วย ถึงกระบวนการการผ่าตัดปลูกถ่ายไต และการปฏิบัติตัวหลัง การผ่าตัดปลูกถ่ายไต รวมถึงติดตามผู้ป่วยหลังผ่าตัด

นอกจากนี้ ผู้ป่วยจะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากพยาบาลผู้ประสานงานทางคลินิก (Clinical Nurse Coordinator หรือ CNC) ที่มีความชำนาญการเฉพาะทางด้านการปลูกถ่ายอวัยวะโดยเฉพาะ ซึ่ง CNC จะทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานระหว่างผู้ป่วย สภากาชาดไทย และทีมแพทย์ ซึ่งครอบคลุมงานด้านต่างๆ อาทิ
  • ลงทะเบียนรอรับไตบริจาค โดยผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องติดต่อกับศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย
  • นัดตรวจ HLA Typing นัดเจาะเลือดและส่งตัวอย่างเลือดใหม่ (current serum) ทุกๆ เดือนซึ่งผู้ป่วยสามารถเข้ามาเก็บตัวอย่างเลือดที่โรงพยาบาลด้วยตัวเอง หรือนำส่งทางไปรษณีย์ก็ได้
  • นัดพบแพทย์ และนัดตรวจอื่นๆ ที่จำเป็น เช่น เข้ารับการตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยทุก 3 เดือน และเก็บเลือดเพิ่มเพื่อส่งตรวจหาเปอร์เซ็นต์การต่อต้าน หรือค่า PRA (Panel Reactive Antibody) ทุก 6 เดือน
  • ติดต่อผู้ป่วยทันทีที่ได้รับไตบริจาค
  • ดูแลขั้นตอนก่อนการผ่าตัด เช่น ประเมินค่าใช้จ่าย จัดทำเอกสารทางกฎหมาย และแจ้งข้อมูลที่เกี่ยวกับผู้บริจาคอวัยวะ
  • ดูแลผู้ป่วยหลังการผ่าตัด เช่น ติดตามผลการผ่าตัด ตอบข้อสงสัยทางโทรศัพท์ ประสานงานนัดหมายแพทย์กรณีที่เกิดภาวะแทรกซ้อน
 
 
สำหรับผู้ป่วยที่จะเข้ารับการผ่าตัดปลูกถ่ายไตได้นั้น นอกจากจะต้องเป็นผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายแล้ว ยังมีเกณฑ์ที่ต้องพิจารณาดังนี้
  1. ต้องไม่มีโรครุนแรงที่เป็นอุปสรรคต่อการผ่าตัด เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือปัญหาทางการหายใจ เช่น มีการติดเชื้อเรื้อรังที่ปอด
  2. ต้องไม่เป็นมะเร็งที่ยังรักษาไม่หายขาด เพราะยากดภูมิที่ผู้ป่วยจะได้รับหลังปลูกถ่ายไตอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เซลล์มะเร็งเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยมะเร็งจึงต้องทิ้งช่วงให้มะเร็งหายขาดก่อนการผ่าตัดปลูกถ่ายไต
  3. ต้องไม่มีภาวะติดเชื้อที่ยังรักษาไม่หายขาด (ยกเว้นโรคตับอักเสบบีและซี ที่แพทย์พิจารณาแล้วว่าการผ่าตัดปลูกถ่ายไตจะก่อให้เกิดประโยชน์มากกว่าโทษ) และต้องไม่มีการติดเชื้อ HIV
  4. ต้องไม่มีความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะที่แก้ไขไม่ได้
  5. มีสภาพจิตใจที่พร้อมสำหรับการผ่าตัดปลูกถ่ายไต มีความคาดหวังบนพื้นฐานของความจริง
การผ่าตัดปลูกถ่ายไตเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญและมีความซับซ้อนอย่างมาก จำเป็นที่ทีมผ่าตัดจะต้องมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์สูงในการผ่าตัดซึ่งมีขั้นตอนดังนี้
 
  1. เตรียมผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้าย ด้วยการตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพื่อประเมินความพร้อมครั้งสุดท้าย และเตรียมร่างกายสำหรับการผ่าตัด เช่น เตรียมป้องกันการติดเชื้อด้วยการให้ยาปฏิชีวนะ และยากดภูมิคุ้มกัน
  2. แพทย์จะนำไตที่ได้รับบริจาคมาวางในบริเวณท้องน้อยของผู้ป่วยในตำแหน่งที่ตรวจคลำได้ง่าย โดยไม่ต้องผ่าตัดเอาไตเดิมที่เสื่อมออก ดังนั้น หลังผ่าตัดผู้ป่วยจะมีไตเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอัน
  3. ทำการเชื่อมต่อหลอดเลือดของไตใหม่เข้ากับหลอดเลือดของผู้ป่วย และต่อท่อไตของไตใหม่เข้ากับกระเพาะปัสสาวะของผู้ป่วย เมื่อไม่มีจุดเลือดออกหรือรั่วซึมของปัสสาวะ แพทย์จะทำการปิดแผลผ่าตัด โดยขั้นตอนการผ่าตัดปลูกถ่ายไตทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ซึ่งผู้ป่วยจะต้องคาสายระบายเลือดและสายสวนปัสสาวะไว้ก่อนและจะถอดออกภายใน 5-7 วันหลังการผ่าตัด
  4. หลังผ่าตัดผู้ป่วยจะต้องอยู่ในห้อง CCU ประมาณ 1-3 วัน จากนั้นจึงจะย้ายไปพักในห้องผู้ป่วยอีกประมาณ 7-10 วัน โดยเฉลี่ยแล้วจะต้องอยู่โรงพยาบาลประมาณ 2 สัปดาห์

การผ่าตัดปลูกถ่ายไตอาจมีความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้ ดังนี้

  • ความเสี่ยงจากการที่ร่างกายปฏิเสธไตใหม่ (kidney rejection) จากสถิติการผ่าตัดปลูกถ่ายไตในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์พบว่า อัตราการเกิดภาวะปฏิเสธไตใหม่อย่างเฉียบพลัน (acute rejection) พบน้อยกว่า 10% ซึ่งความเสี่ยงในเรื่องนี้สามารถป้องกันได้หากผู้ป่วยได้รับยากดภูมิคุ้มกันเพียงพอ
  • ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นทันทีหลังผ่าตัด ได้แก่ ภาวะแทรกซ้อนจากการดมยาสลบ เลือดออก การเปลี่ยนแปลงของระบบหัวใจและการไหลเวียน เช่น ความดันโลหิตต่ำ และปัญหาระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องอืด ท้องผูก
  • ภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อ หลังการผ่าตัดปลูกถ่ายไตภูมิคุ้มกันของร่างกายจะลดลง ทำให้มีโอกาสรับเชื้อได้ง่าย
  • ภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ พบได้ภายหลังการผ่าตัดปลูกถ่ายไตนานๆ ซึ่งมักเกิดจากการบริหารยากดภูมิคุ้มกัน เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคตับอักเสบ โรคมะเร็ง เป็นต้น
  • ภาวะแทรกซ้อนจากเทคนิคการผ่าตัด ซึ่งพบได้น้อยในมือผู้ชำนาญการ
บำรุงราษฎร์มีอัตราการประสบความสำเร็จของการผ่าตัดปลูกถ่ายไตสูงเทียบเท่ากับโรงพยาบาลชั้นนำในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และยุโรปตะวันตก

จากสถิติผู้ป่วยปลูกถ่ายไตในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาพบว่า อัตราการรอดของไตที่ทำการปลูกถ่าย (graft survival) ใน 1 ปี สูงถึง 96% 5 ปีอยู่ที่ 83% และ 10 ปีอยู่ที่ 78% ซึ่งอัตราการประสบความสำเร็จนั้นจะแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละรายขึ้นอยู่กับสภาวะทางร่างกายของผู้ป่วย และไตที่ได้รับบริจาคว่ามาจากผู้มีชีวิตหรือเสียชีวิต

Doctors Related

Related Centers

ศูนย์ไตเทียม

ดูเพิ่มเติม

ศูนย์โรคไต

ดูเพิ่มเติม

แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง

คะแนนโหวต 7.51 of 10, จากจำนวนคนโหวต 41 คน

Related Health Blogs