มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

กระเพาะปัสสาวะเป็นส่วนหนึ่งของระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่างซึ่งประกอบไปด้วย กระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ ต่อมลูกหมากในเพศชาย และอวัยวะสืบพันธุ์ กระเพาะปัสสาวะทำหน้าที่รับน้ำปัสสาวะจากไตซึ่งผ่านมาทางท่อไต เก็บสะสมไว้แล้วขับถ่ายออกจากร่างกายผ่านท่อปัสสาวะ

โรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะเกิดจากการที่เซลล์เยื่อบุผนังด้านในของกระเพาะปัสสาวะแบ่งตัวเพิ่มมากขึ้นอย่างผิดปกติจนกลายเป็นเนื้องอกและมะเร็งในที่สุด ในกรณีที่มีการลุกลามเซลล์มะเร็งจะแพร่กระจายลึกเข้าไปยังผนังกระเพาะปัสสาวะชั้นอื่น และอาจลุกลามออกไปยังเนื้อเยื่อและอวัยวะอื่นๆ เช่น ต่อมน้ำเหลือง กระดูก ปอด และตับ

มะเร็งกระเพาะปัสสาวะแบ่งออกเป็นหลายชนิด ขึ้นอยู่กับชนิดของเซลล์ที่พัฒนาไปเป็นก้อนมะเร็ง โดยชนิดที่พบมากถึงกว่าร้อยละ 90 คือชนิดที่เรียกว่า transition cell carcinoma หรือ urothelial carcinoma ซึ่งเป็นมะเร็งที่เกิดขึ้นในเซลล์เยื่อบุผนังภายในกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ยังมีชนิด squamous cell carcinoma ที่เกิดจากการติดเชื้อหรืออักเสบเรื้อรังภายในกระเพาะปัสสาวะ โดยพบได้เพียงร้อยละ 4-5 และชนิดอื่นๆ ที่พบได้ยาก
 

 

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

โดยทั่วไปมะเร็งกระเพาะปัสสาวะมักพบในผู้ที่มีอายุราว 40 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะพบในผู้ที่มีอายุน้อยลง และพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง โดยปัจจัยเสี่ยงหลักๆ ที่ทำให้เกิดโรค ได้แก่

  1. บุหรี่ ครอบคลุมทั้งผู้สูบบุหรี่ ผู้ที่ได้รับควันพิษจากการอยู่ใกล้ชิดกับผู้สูบบุหรี่ และผู้ที่เคยมีประวัติสูบบุหรี่แม้จะเลิกสูบแล้วก็ตาม
  2. การสัมผัสสารเคมีบางชนิดต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอ ยาง หนัง สี และการพิมพ์ เป็นต้น
  3. การติดเชื้อและระคายเคืองในกระเพาะปัสสาวะแบบเรื้อรัง เช่น ติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ มีนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ การใส่คาสายสวนปัสสาวะ เป็นต้น
  4. พันธุกรรม เช่น มีความผิดปกติทางพันธุกรรม หรือมีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
  5. ยาบางชนิดที่ได้จากการทำเคมีบำบัด


อาการของมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

อาการที่มักพบในผู้ป่วยโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ได้แก่

  • ปัสสาวะปนเลือดโดยไม่มีอาการเจ็บปวดร่วมด้วย เป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุด
  • มีอาการผิดปกติในการปัสสาวะ เช่น ปวดเบ่งขณะปัสสาวะ ปัสสาวะบ่อย แสบ ขัด หรือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
  • อาการที่เกิดจากเซลล์มะเร็งลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น ปวดหลังส่วนล่างด้านใดด้านหนึ่ง ปวดกระดูก คลำพบต่อมน้ำเหลือง เท้าบวม อ่อนเพลีย ไม่อยากรับประทานอาหาร และน้ำหนักลด


การตรวจและวินิจฉัยมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

มะเร็งกระเพาะปัสสาวะเป็นมะเร็งที่มักตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะแรก เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมาพบแพทย์ด้วยอาการปัสสาวะปนเลือด โดยการตรวจเบื้องต้น ได้แก่

  • การตรวจปัสสาวะ เพื่อหาว่ามีเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะมากผิดปกติหรือไม่ รวมทั้งหาเซลล์มะเร็งที่อาจปนออกมากับปัสสาวะ (urine cytology)
  • การส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะ (cystoscopy) โดยแพทย์จะส่องกล้องผ่านท่อปัสสาวะเข้าไปยังกระเพาะปัสสาวะ เพื่อตรวจหาตำแหน่ง ขนาด จำนวนและรูปร่างของเนื้องอก และตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อยืนยันว่าเป็นเซลล์มะเร็งหรือไม่ เป็นชนิดใด และมีการลุกลามมากน้อยแค่ไหน ซึ่งการตรวจด้วยวิธีนี้เป็นการตรวจที่แม่นยำและมีความสำคัญอย่างยิ่งในการวินิจฉัยโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
  • การตรวจทางรังสีวิทยา อาทิ การตรวจอัลตราซาวนด์ไต ท่อไต และกระเพาะปัสสาวะ (Ultrasound KUB ) การตรวจไตและทางเดินปัสสาวะโดยการฉีดสี (intravenous pyelogram) และการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) บริเวณช่องท้องทั้งหมดเพื่อตรวจหาความผิดปกติของอวัยวะในระบบทางเดินปัสสาวะ นอกจากนี้ ยังอาจมีการตรวจเอกซ์เรย์กระดูกและปอด หากสงสัยว่ามะเร็งจะลุกลามไปยังบริเวณดังกล่าว


ระยะของมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

ระยะของมะเร็งกำหนดจากตำแหน่งของเซลล์มะเร็ง การแพร่กระจายของมะเร็ง และการทำงานที่ผิดปกติของอวัยวะในร่างกาย ระยะของมะเร็งมีความสำคัญต่อการรักษาเพราะจะช่วยให้แพทย์หาวิธีการรักษาที่เหมาะสม ส่งผลต่อการหายของโรค การมีชีวิตที่ยืนยาวหรือดำรงชีวิตได้ดีขึ้น

มะเร็งกระเพาะปัสสาวะแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่

  • ระยะที่ 1 เป็นระยะเริ่มต้น พบก้อนมะเร็งเฉพาะบริเวณเยื่อบุผนังกระเพาะปัสสาวะ และยังไม่มีการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง
  • ระยะที่ 2 เซลล์มะเร็งลุกลามเข้าสู่ชั้นกล้ามเนื้อของกระเพาะปัสสาวะ แต่ยังคงจำกัดอยู่เฉพาะในกระเพาะปัสสาวะ
  • ระยะที่ 3 เซลล์มะเร็งลุกลามไปยังเนื้อเยื่อรอบๆ กระเพาะปัสสาวะ
  • ระยะที่ 4 เซลล์มะเร็งแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองและอวัยวะข้างเคียง รวมถึง ปอด ตับ และกระดูก


วิธีการรักษามะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

แนวทางการรักษามะเร็งกระเพาะปัสสาวะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ชนิด ระยะ ลักษณะความรุนแรงของมะเร็ง และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย โดยทั่วไปแล้วหากมะเร็งยังอยู่ในระยะแรก วิธีการรักษาได้แก่

  • การผ่าตัดโดยการส่องกล้องผ่านท่อปัสสาวะเข้าไปตัดเนื้องอกในกระเพาะปัสสาวะ (transurethral resection of bladder tumor หรือ TURBT) เพื่อตัดหรือทำลายก้อนมะเร็งและนำเนื้อเยื่อมาตรวจว่าเป็นมะเร็งชนิดใด และลุกลามลึกถึงชั้นไหนของกระเพาะปัสสาวะ
  • ในผู้ป่วยบางราย แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยา ฆ่าเซลล์มะเร็ง ร่วมด้วยเพื่อลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ โดยจะใส่ยาฆ่าเซลล์มะเร็งผ่านสายสวนเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ ทิ้งไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง จากนั้นจึงให้ผู้ป่วยถ่ายปัสสาวะทิ้งยาออกมา โดยจะทำทุกสัปดาห์ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 6 สัปดาห์เป็นอย่างน้อย

ในกรณีที่มะเร็งลุกลามเข้าสู่ชั้นกล้ามเนื้อ หรือตั้งแต่ระยะที่ 2 ขึ้นไป แพทย์อาจต้องพิจารณาผ่าตัดกระเพาะปัสสาวะออกทั้งหมด ร่วมกับการทำเคมีบำบัด และ/หรือรังสีรักษาเพื่อลดการลุกลามและเกิดซํ้าของมะเร็ง

ทั้งนี้การผ่าตัดกระเพาะปัสสาวะออกทั้งหมด (radical cystectomy) เป็นการตัดกระเพาะปัสสาวะออกพร้อมกับต่อมน้ำเหลืองโดยรอบ โดยผู้ป่วยชายต้องตัดต่อมลูกหมากและถุงเก็บอสุจิซึ่งอยู่ด้านหลังกระเพาะปัสสาวะติดกับต่อมลูกหมากออกด้วย ส่วนผู้ป่วยหญิงจำเป็นต้องตัดมดลูก ท่อนำไข่ รังไข่ และช่องคลอดบางส่วนออก จากนั้นจึงใช้ลำไส้บางส่วนมาสร้างเป็นกระเพาะปัสสาวะใหม่ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถระบายน้ำปัสสาวะออกจากร่างกายได้โดยอาจใช้ถุงปัสสาวะ ใช้สายสวนผ่านผนังหน้าท้อง หรือใช้สายสวนผ่านท่อปัสสาวะ ขึ้นอยู่กับโรคและความต้องการของผู้ป่วย
 

การดูแลตัวเองของผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

มะเร็งกระเพาะปัสสาวะจัดเป็นโรคมะเร็งที่ไม่รุนแรงมากนัก เพราะมักตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะที่ 1 แต่ก็เป็นมะเร็งชนิดที่สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้สูงมาก จึงจำเป็นที่ผู้ป่วยจะต้องดูแลรักษาสุขภาพร่างกายอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ และเข้ารับการส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะเพื่อติดตามโรคทุก 3 เดือนหรือตามนัดของแพทย์ทุกครั้ง
 

 
IMG
IMG
IMG
IMG

 

Rating score: 9.84 of 10, based on 64 vote(s)