bih.button.backtotop.text

อ้วนแล้วไง... โรคภัยถามหา

โรคอ้วน (Obesity) และภาวะน้ำหนักเกิน (Overweight) คือ ภาวะที่ร่างกายมีการสะสมของไขมันมากกว่าปกติ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการที่ร่างกายได้รับพลังงานเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ จึงเกิดการสะสมพลังงานที่เหลือนั้นเอาไว้ในรูปของไขมันตามอวัยวะต่างๆ ส่งผลเสียต่อสุขภาพและเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา  
เมื่อไรถึงจะเรียกว่าอ้วน ?
ในปัจจุบันมีการให้คำจำกัดความของโรคอ้วนไว้ว่า เป็นภาวะที่มีน้ำหนักตัวมากกว่าปกติ โดยคิดจากค่าดัชนีมวลกาย (Body mass index) ซึ่งสามารถคำนวณได้จากสูตร1

ดัชนีมวลกาย (BMI) =  น้ำหนัก (กิโลกรัม) / ส่วนสูง (เมตร) 2
 

การแบ่งระดับโรคอ้วนในผู้ที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 18 ปี โดยใช้ดัชนีมวลกายของคนไทย1
 
สภาวะร่างกาย ดัชนีมวลกาย
(กก./ม.2)
น้ำหนักตัวปกติ 18.5 - 22.9
น้ำหนักตัวเกิน
(Overweight)
23.0 - 24.9
อ้วนระดับ 1 25.0 - 29.9
อ้วนระดับ 2 ≥ 30.0
  
 
ปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น3 ?
 
ปัจจัยทางสรีรวิทยา ปัจจัยทางพฤติกรรม
  • กรรมพันธุ์ หากมีคนในครอบครัวเป็นโรคอ้วนหรือมีน้ำหนักมากกว่าเกณฑ์มาตรฐาน จะทำให้มีความเสี่ยงที่จะอ้วนได้ง่ายกว่าคนอื่นๆ
  • การตั้งครรภ์ หญิงตั้งครรภ์อาจมีความเชื่อว่าการบริโภคอาหารมากๆ จะทำให้ทารกคลอดออกมาแข็งแรงสมบูรณ์ ประกอบกับมีกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายลดลง จึงส่งผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ
  • การหยุดสูบบุหรี่ สารพิษในบุหรี่ทำให้ต่อมรับรสลดลง เมื่อหยุดสูบบุหรี่ทำให้การรับรสเป็นปกติ จึงรับประทานอาหารได้มากขึ้น
  • การรับประทานยาบางชนิดที่อาจทำให้น้ำหนักขึ้น เช่น ยาจิตเวช ยากันชัก ยาคุมกำเนิด สเตียรอยด์โรคต่อมไร้ท่อ เช่น โรคถุงน้ำรังไข่ กลุ่มอาการคุชชิ่ง ภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ
  • การรับประทานอาหาร เช่น ทานจุบจิบ ทานอาหารและเครื่องดื่มที่ให้พลังงานสูง
  • พฤติกรรมการรับประทานอาหารผิดปกติ เช่น โรคกินไม่หยุด (Binge eating disorder)
  • การออกกำลังกายน้อย เช่น ไม่มีเวลาออกกำลังกาย พฤติกรรมทำงานใช้กำลังกายน้อย ขาดการออกกำลังระดับหนักพอควร และมีข้อจำกัดด้านร่างกายในการออกกำลัง
  • การอดนอน
 
 
แนวทางการรักษาโรคอ้วนมีอะไรบ้าง ?
            เราสามารถแบ่งแนวทางการรักษาโรคอ้วนออกเป็น 2 แนวทางหลักๆ ด้วยกัน คือ
 
  1. แนวทางการรักษาโดยไม่ใช้ยา ได้แก่
1.1 การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต
  • การควบคุมอาหาร: โดยรับประทานอาหารในสัดส่วนสมดุล (คาร์โบไฮเดรต 45-65%, ไขมัน 20-35% และโปรตีน 10-35%)1 ร่วมกับกลยุทธ์ต่างๆ เช่น ลดขนาดภาชนะของอาหารที่จะรับประทาน หลีกเลี่ยงอาหารที่ให้พลังงานสูง ใช้อาหารทดแทนมื้ออาหาร
  • การใช้พลังงาน และการออกกำลังกาย: แนะนำให้ใช้พลังงาน หรือออกกำลังกายในระดับหนักปานกลาง (Moderate intensity) เช่น ล้างรถ เช็ดกระจก ถูพื้น เดินเร็ว ว่ายน้ำ แบดมินตัน อย่างน้อย 150-200 นาทีต่อสัปดาห์3
1.2 การผ่าตัดเพื่อลดน้ำหนัก (Bariatric surgery)
  • เหมาะกับผู้ป่วยโรคอ้วนที่มีดัชนีมวลกาย ≥30 กก./ม.2 4ที่ต้องการลดน้ำหนัก เพื่อควบคุมปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ จากโรคอ้วน รวมถึงโรคระบบหลอดเลือดหัวใจ หรือผู้ป่วยโรคอ้วนที่เป็นเบาหวาน เพื่อช่วยในการควบคุมโรคเบาหวานให้ดีขึ้น หรืออาจทำให้หายขาดไปได้ ซึ่งชนิดของการผ่าตัด มีทั้งการผ่าตัดลดขนาดของกระเพาะอาหาร (Mini gastric bypass), การตัดต่อลำไส้ให้ส่วนที่ดูดซึมอาหารสั้นลง (Roux-en-Y gastric bypass: RYGB) เป็นต้น
1.3 การส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร (Endoscopic sleeve gastroplasty: ESG)
  • เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ไม่มีการผ่าตัด หรือแม้กระทั่งการเจาะรูผ่านทางหน้าท้อง แต่เป็นการใส่กล้องเข้าไปในตัวผู้ป่วยทางปาก แล้วเย็บกระเพาะให้เล็กลง (Endoscopic suturing) เหมือนการผ่าตัดกระเพาะให้เล็กลงด้วยวิธี Sleeve gastrectromy แต่ไม่มีการผ่าตัดใดๆ
 
  1. แนวทางการรักษาโดยใช้ยา2
พิจารณาในผู้ป่วยโรคอ้วนที่มีดัชนีมวลกาย ≥27 กก./ม.2 4 เมื่อใช้การควบคุมอาหารและออกกำลังกายไม่ได้ผล ซึ่งในประเทศไทยมียาที่ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาให้ใช้ในการรักษาโรคอ้วน 3 รายการ คือ Orlistat, Phentermine และ Liraglutide

 
ยา กลไกการออกฤทธิ์ ผลข้างเคียงที่อาจพบได้
Orlistat ยับยั้งเอนไซม์ไลเปสที่ใช้ย่อยสลายไขมัน ร่างกายจึงดูดซึมไขมันได้น้อยลง ไขมันถูกขับออกมากขึ้น ถ่ายเหลวมัน ท้องอืด ปวดมวนท้อง
Phentermine เพิ่มปริมาณสารสื่อประสาทในสมอง (Norepinephrine และ Dopamine) ทำให้ลดความอยากอาหาร ปากแห้ง นอนไม่หลับ ความดันโลหิตสูง อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น
Liraglutide มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมน Glucagon-like peptide-1 (GLP-1) โดยจะไปจับกับตัวรับ GLP-1 ทำให้ลดความอยากอาหาร และทำให้รู้สึกอิ่ม คลื่นไส้ อาเจียน ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ปวดท้อง อาหารไม่ย่อย
 
 
ข้อควรระวังในการรักษาโรคอ้วนด้วยยา
หากต้องการใช้ยาเพื่อควบคุมน้ำหนัก ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ป่วยมากที่สุด
 
หากท่านต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์ข้อมูลยาโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ตลอด 24 ชั่วโมง


Contact information: Drug Information Service ศูนย์ข้อมูลยาโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
Tel: +66(0) 2 011 3399
Email: [email protected]
 

Related Health Blogs