ค่าไต
ครีอาตินีน (Creatinine)
ไม่ควรเกิน 1 มก.% และมีอัตราการกรองเกิน 90%
*กลุ่มนักกีฬา หรือกลุ่มที่รับประทาน High protein อาจมีค่า Cr สูงขึ้นได้
“ไต” อวัยวะที่ควบคุมเมตาบอลิซึมของร่างกายผ่านการทำหน้าที่กำจัดและขับสารพิษออกจากร่างกาย รักษาปริมาตรน้ำ และความดันโลหิต สร้างฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง และควบคุมสมดุลกรดด่างของร่างกาย และหากแม้จะมีผลตรวจไตอยู่ในเกณฑ์ปกติก็ไม่อาจเชื่อได้ว่าไตยังดีจริง เพราะแพทย์ต้องนำปัจจัยอื่นๆ มาประกอบการวิเคราะห์ด้วย
ดังนั้นหมั่นตรวจวัดการทำงานของไตผ่านการตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อป้องกันการเกิดโรคโดยไม่รู้ตัว
งดการกิน หรือทำสิ่งที่ทำให้ไตต้องทำงานหนัก
- สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์
- กินโปรตีนเสริมมากเกินอย่างต่อเนื่อง
- ออกกำลังกายหนักเกิน
- กินสมุนไพรเป็นประจำ
- กินยาแก้ปวดกลุ่มยาต้านการอักเสบ (NSAIDs)
สิ่งที่ดีต่อไต
ดื่มน้ำเปล่าตามน้ำหนักร่างกาย: น้ำหนักร่างกาย (กก.) × 33 = ปริมาณน้ำที่ควรดื่ม (ซีซี)
โปรตีนจากพืช ตามน้ำหนักร่างกาย : โปรตีน 1 กรัม ต่อ น้ำหนักร่างกาย 1 กก.
ค่าตับ
ค่า SGOT และ SGPT
ไม่ควรเกิน 40 IU/L
*เพศชาย และเพศหญิง มีเกณฑ์ตัวเลขที่แตกต่างกัน
“ตับ” แข็งแรงมาก เป็นอวัยวะเดียวของร่างกายที่สามารถสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนเซลล์ที่เสียหายได้เสมอ แต่ไม่ควรทำให้ตับอักเสบเรื้อรัง เพราะการซ่อมตนเองจะทำให้เกิดพังผืด อาจมีตับแข็งตามมาได้
เมตาบอลิซึมมากมายของร่างกายทำงานผ่านตับ เช่น
- ตับเป็นด่านแรกที่ดักจับและกรองเชื้อโรค ก่อนปล่อยเลือดไปสู่หัวใจ
- เป็นแหล่งรวมการเผาพลาญสารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุต่างชนิด
- กำจัดสารพิษทุกชนิด (ทำงานคู่กับไต)
กิจกรรมหรือสิ่งที่ทำให้ตับเสื่อมเร็ว
- ดื่มแอลกอฮอล์
- ผู้ที่มีภาวะอ้วนลงพุง หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลฟรุกโตสสูง จนไขมันเกาะตับ
- รับประทานอาหารแปรรูป อาหารเก่าเก็บ เพราะอาจมีสารปนเปื้อน หรือสารก่อมะเร็ง
สิ่งที่ดีต่อตับ
- ฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบ (เอ บี)
ไม่สร้างภาระให้ตับ อย่างการกินยาบำรุง การกินยาสมุนไพร หรือการล้างพิษตับ
ค่ายูริก
uric acid
ไม่ควรเกิน 7 มก.%
*เพศชาย และเพศหญิง มีเกณฑ์ตัวเลขที่แตกต่างกัน
“กรดยูริก” เป็นของเสียจากกลไกเมตาบอลิซึม หากมีค่ามากกว่า 7 มก.% จะถือว่ามีภาวะ “กรดยูริกในเลือดสูง”
หากสูงมากกว่า 9 มก.% ยูริกส่วนเกินนี้อาจตกผลึกแล้วกระตุ้นอาการปวดบวมแดงร้อน เช่น อาการปวดที่ข้อของนิ้วโป้งเท้า เรียกว่า อาการ “เกาต์เฉียบพลัน”
ดังนั้น ควรควบคุมค่ายูริกให้น้อยกว่า 7 มก.% จะทำให้ปลอดภัยจากอาการของโรคเกาต์ และปัญหานิ่วในไตจากกรดยูริกได้ดีกว่า
อาหารที่ควรลด
- อาหารพิวรีนสูง เนื้อแดงเครื่องในสัตว์ อาหารทะเล
- เบียร์
- น้ำซุปกระดูก น้ำตาลฟรุกโตส น้ำผลไม้ น้ำอัดลม
อาหารที่ช่วยลดยูริก
คนอ้วนเสี่ยงข้ออักเสบจากเกาต์ได้ง่ายกว่าคนผอม
LDL ไขมันคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี
แอลดีแอลไม่ควรเกิน 100 มก.%
โรคหลอดเลือดแดงแข็ง (atherosclerosis)
ไขมันส่วนเกินจะถูกเม็ดเลือดขาวกลืนกินและก่อตัวเป็นเซลล์โฟมที่มีไขมัน เกาะติดที่ผนังเส้นเลือด สาเหตุของ “โรคหลอดเลือดแดงแข็ง” (atherosclerosis)
อาหารไขมันอิ่มตัวสูง
- เนื้อแดง
- นมเต็มรูป
- ไข่แดง
ทดแทนด้วยอาหารไขมันไม่อิ่มตัว
- ถั่ว
- เมล็ดธัญพืช
- น้ำมันพืช
น้ำตาลในเลือด
ไม่ควรเกิน 100 มก./ดล.
ระดับน้ำตาลกลูโคสที่สูงจะทำลายผนังหลอดเลือดและเกาะติดอนุภาค LDL ซึ่งมีผลต่อการแข็งตัวของหลอดเลือดแดงใหญ่ (atherosclerosis) และยังทำให้เกล็ดเลือดเกาะกันเหนียวขึ้น ที่อาจก่อให้เกิดลิ่มเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดอาการ โรคหลอดเลือดแดงในสมองตีบ/แตก
ลดอาหารที่มีน้ำตาลสูง ธัญพืชขัดขาว
- แป้งขาว
- น้ำตาลขาว
- ของหวาน
- น้ำหวาน
- น้ำตาลแอลกอฮอล์
ทดแทนด้วยอาหารน้ำตาลต่ำ ธัญพืชเต็มเมล็ด
- ธัญพืชเต็มเมล็ด
- แป้งธัญพืชข้าว
Triglyceride
ไตรกลีเซอไรด์
ไม่ควรเกิน 150 มก.%
“ไขมันและน้ำตาลส่วนเกิน”
จะเปลี่ยนเป็นไขมัน “ไตรกลีเซอไรด์” และเก็บไว้ในเซลล์ไขมัน สะสมอยู่ตามช่องท้อง เซลล์ไขมันนี้จะปล่อยกรดไขมันอิสระออกมาทำให้เซลล์อื่น ๆ เช่น เซลล์ตับอ่อน เซลล์กล้ามเนื้อ “ดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน” ที่มีหน้าที่สั่งให้เซลล์เก็บน้ำตาลส่วนเกินเข้าเซลล์ ซึ่งเป็นสาเหตุของ
“โรคเบาหวาน”
ค่าไตรกลีเซอไรด์ที่เพิ่มขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด “โรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง”
ลดอาหารที่อุดมด้วยไขมันและน้ำตาลที่ไม่ดี
- ของทอด
- ของหวานมัน
- น้ำหวาน
- น้ำตาลแอลกอฮอล์
ทดแทนด้วยอาหารไขมันไม่อิ่มตัว “ชนิดดี” เช่น
- ไขมันเชิงเดี่ยว (ปลาทู ถั่วอัลมอนด์ วอลนัท น้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนลา)
- ไขมันเชิงซ้อน (น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันงา)
ความดันโลหิต
ไม่ควรเกิน 120/80 มม.ปรอท
ความเครียดทำให้หลอดเลือดไม่ยืดหยุ่น ตึงตัว และปริแตก จากการปั้มเลือดผ่านแรงดันของหลอดเลือด ซึ่งจะกระตุ้นแคลเซียมและไขมันมาสะสมจนตีบแข็ง ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นนำไปสู่ภาวะ “หัวใจล้มเหลว” และเพิ่มความเสี่ยงของการสโตรก หรือ สมองขาดเลือดกระทันหัน
ทดแทนด้วยอาหารโซเดียมต่ำ อาหารปรุงแต่น้อย
- ปลานึ่ง ผักนึ่ง
- ผัดผักปรุงเอง
- แกงจืดผักรวม
ดูแลหัวใจด้วยอาหารที่มีโพแทสเซียม
- ถั่วชนิดต่าง ๆ
- แป้งธัญพืชข้าว