bih.button.backtotop.text

การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่

การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) เป็นวิธีการประเมินสุขภาพลำไส้ใหญ่ที่มีความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูง แพทย์จะใช้กล้องส่องลำไส้ใหญ่ที่มีลักษณะเป็นท่อขนาดเล็ก ยืดหยุ่นได้ พร้อมกล้องวิดีโอคมชัดสูงและดวงไฟที่ปลายท่อ เพื่อตรวจหาความผิดปกติภายในได้ทุกรายละเอียดแบบ Real-time บนจอโทรทัศน์ ซึ่งให้ความแม่นยำในการวินิจฉัยสูงกว่าการทำเอกซเรย์ทั่วไปอย่างมาก

เกี่ยวกับระบบลำไส้ใหญ่

ลำไส้ใหญ่เป็นส่วนสุดท้ายในระบบย่อยอาหารของมนุษย์ มีลักษณะเป็นท่อกลวงยาวประมาณ 5 ฟุต ทำหน้าที่หลักในการเก็บและดูดซึมน้ำจากกากอาหารที่เหลือจากการย่อย ก่อนที่ร่างกายจะทำการขับถ่ายอุจจาระออกมา โดยระบบลำไส้ใหญ่จะเริ่มตั้งแต่ส่วนต้นที่ต่อจากลำไส้เล็กไปจนถึงบริเวณทวารหนัก ซึ่งการดูแลสุขอนามัยของลำไส้ใหญ่เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันโรคร้าย

 การตรวจส่องกล้องลำไส้ใหญ่

  • ใช้ประเมินปัญหาที่เกิดขึ้นกับลำไส้ใหญ่โดยตรง เช่น ภาวะเลือดออก ปวดท้องเรื้อรัง หรืออาการท้องเสียเรื้อรังที่ไม่ทราบสาเหตุ
  • ช่วยระบุตำแหน่งและรักษาอาการเลือดออกในลำไส้ใหญ่ได้อย่างตรงจุด
  • ตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ และตรวจหาติ่งเนื้อ (Polyps) ที่อาจพัฒนากลายเป็นมะเร็งในอนาคต
  • มีความแม่นยำสูงกว่าการเอกซเรย์ โดยแพทย์สามารถตัดชิ้นเนื้อ (Biopsy) เพื่อส่งตรวจหรือตัดติ่งเนื้อออกได้ทันทีโดยไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด
  • ผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่มี ประวัติครอบครัว เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือมีติ่งเนื้อลำไส้
  • ผู้ที่มีอาการผิดปกติ เช่น ถ่ายอุจจาระมีเลือดปน ถ่ายดำ อุจจาระเปลี่ยนรูปทรงหรือขนาดเล็กลง ท้องผูกสลับท้องเสีย หรือท้องเสียเรื้อรัง
  • น้ำหนักตัวลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ผู้ที่มี โรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Ulcerative Colitis, Crohn’s Disease)
  • ผู้ที่เคยตรวจพบติ่งเนื้อในลำไส้ และต้องติดตามซ้ำตามคำแนะนำแพทย์
ศูนย์ทางเดินอาหาร-ตับ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้รับการรับรองจาก ASGE (American Society for Gastrointestinal Endoscopy) เป็นแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในการรับรองมาตราฐานความสะอาด ความปลอดภัย และประสบการณ์ของแพทย์เฉพาะทาง 
  • อัตราการตรวจพบติ่งเนื้อเนื้อดี (Adenoma Detection Rate - ADR) อยู่ที่ 33%: ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากล (Benchmark ≥ 25%) ตัวเลขนี้สะท้อนถึงทักษะและความละเอียดของทีมแพทย์ในการค้นหาติ่งเนื้อขนาดเล็กที่อาจพัฒนากลายเป็นมะเร็งในอนาคต ทำให้สามารถตัดวงจรของโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
  • ความสำเร็จในการส่องตรวจถึงลำไส้ใหญ่ส่วนต้น (Cecal Intubation Rate) สูงถึง 99.5%: (เกณฑ์สากล ≥ 95%) เพื่อยืนยันว่าการตรวจครอบคลุมพื้นที่ลำไส้ใหญ่ทั้งหมดตลอดความยาว ลดโอกาสที่จะมีการเล็ดลอดของรอยโรคในจุดที่ส่องถึงได้ยาก
  • จากสถิติปี 2024 เราพบอัตราภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและการเสียชีวิตจากหัตถการเป็น 0% ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ตอกย้ำถึงกระบวนการคัดกรองที่มีความปลอดภัยในทุกขั้นตอน
  • แจ้งข้อมูลสุขภาพให้แพทย์ทราบอย่างละเอียด ทั้งโรคประจำตัว ยาที่ใช้ประจำ (โดยเฉพาะยาละลายลิ่มเลือด) ประวัติการแพ้ยา และการผ่าตัด เพื่อวางแผนการดูแลอย่างเหมาะสม
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำก่อนการตรวจอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะ การทำความสะอาดลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดต่อความสำเร็จและความแม่นยำในการวินิจฉัยของแพทย์
  • งดผัก ผลไม้ และอาหารกากใยสูง ก่อนเข้ารับการส่องกล้องอย่างน้อย 1 วัน
  • งดน้ำและอาหารอย่างน้อย 8-10 ชั่วโมงก่อนทำหัตถการ (ขึ้นกับคำแนะนำแพทย์)
  • ดื่มยาระบายที่โรงพยาบาลจัดให้เพื่อกระตุ้นการขับถ่ายตามที่แพทย์สั่งเพื่อให้ลำไส้สะอาดที่สุด
  • แพทย์จะให้ยาทางเส้นเลือดดำเพื่อให้ท่านรู้สึกง่วง ผ่อนคลาย และไม่เจ็บปวดระหว่างตรวจ 
  • แพทย์จะเริ่มตรวจทวารหนักเบื้องต้น
  • แพทย์สอดกล้องเข้าไปจนถึงลำไส้ใหญ่ส่วนต้น เพื่อตรวจหาติ่งเนื้อ แผล หรือความผิดปกติ หากพบก้อนเนื้อที่น่าสงสัย แพทย์จะตัดไปตรวจทันที 
  • ท่านอาจรู้สึกอึดอัดหรือแน่นท้องเล็กน้อยจากการใช้ลมและน้ำเพื่อขยายลำไส้ให้เห็นภาพที่ชัดเจนที่สุด โดยทั่วไปการตรวจจะใช้เวลาเพียง 30-60 นาที


 
  • รับประทานอาหารได้ตามปกติและงดเว้นการดื่มแอลกอฮอล์เป็นเวลา 24 ชั่วโมง
  • อาจรู้สึกท้องอืด ปวดมวนท้อง หรือมีแก๊ส ซึ่งเป็นอาการปกติ และการผายลมจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้
  • ไม่ควรทำกิจกรรมที่ต้องออกแรงมากในช่วงวันที่ 1-2 หลังการส่องกล้อง (เช่น วิ่ง ยกของน้ำหนักมากกว่า 5 กิโลกรัม หรือขี่จักรยาน)
  • หากท่านใช้ยา Aspirin หรือ Plavix® หรือยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (nonsteroidal anti-inflammatory drugs: NSAIDs) เช่น Ibuprofen, Motrin®, Advil®, Naprosyn®, Indomethacin, Celebrex® เป็นประจำกรุณาหยุดใช้ยาชั่วคราว และปรึกษากับแพทย์ทางเดินอาหารและตับ หรือแพทย์ที่สั่งยาให้ท่านก่อนที่จะกลับไปใช้ยาดังกล่าวอีก
  • ไม่ควรขับขี่ยานพาหนะหรือทำงานเกี่ยวกับการควบคุมเครื่องจักรขนาดใหญ่ในช่วง 24 ชั่วโมงหลังส่องกล้อง
  • อาการท้องอืดท้องเฟ้อหรือปวดมวนท้องเล็กน้อยหลังรับการส่องกล้อง ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายไปภายใน 24 ชั่วโมงหรือน้อยกว่านั้น
  • มีเลือดปนเล็กน้อยทางทวารหนัก หากมีการตัดชิ้นเนื้อหรือตัดติ่งเนื้อ
  • หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดท้องรุนแรง เลือดออกมาก มีไข้ หรืออาเจียน ควรรีบกลับมาพบแพทย์ทันที
อาจส่งผลให้ไม่สามารถวินิจฉัยรอยโรคหรือมะเร็งในระยะเริ่มต้นได้อย่างแม่นยำ หากท่านมีความกังวลใจ โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางออกที่เหมาะสม

แม้ว่าการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) จะเป็นวิธีที่แม่นยำที่สุด แต่ในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาใช้ทางเลือกอื่นตามความเหมาะสมของผู้ป่วย โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • การสวนแป้งแบเรียม (Barium Enema)เป็นวิธีการตรวจเพื่อหาความผิดปกติของลำไส้ใหญ่ โดยการสวนสารทึบรังสีชนิดแป้งแบเรียมเข้าทางทวารหนักเพื่อให้แป้งไปเคลือบที่ผนังลำไส้ใหญ่ จากนั้นจึงทำการเอกซเรย์ อย่างไรก็ตามอาจต้องใช้การส่องกล้องผ่านลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (sigmoidoscopy) ร่วมด้วยเพื่อให้เห็นผลการตรวจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
  • การตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Colonography หรือ Virtual Colonoscopy) เป็นการตรวจที่ให้ผลชัดเจนกว่าการเอกซเรย์ธรรมดา อย่างไรก็ดี การตรวจวิธีนี้อาจไม่สามารถค้นหาติ่งเนื้อขนาดเล็กและไม่สามารถตัดชิ้นเนื้อออกมาตรวจ รวมถึงไม่สามารถตรวจหาการอักเสบได้ ดังนั้นอาจต้องทำการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่เพิ่มเติม
  • การตรวจหาเลือดในอุจจาระ (Fecal Occult Blood Test) เพื่อตรวจหาเลือดที่ปนอยู่ในอุจจาระ หากผลตรวจออกมาเป็นบวก อาจต้องทำการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่เพิ่มเติม


 

 

โดย ผศ.นพ. ยุทธนา ศตวรรษธำรง
แพทย์ผู้ชำนาญ โรคระบบทางเดินอาหารและตับ และ การส่องกล้องทางเดินอาหารขั้นสูง

แก้ไขล่าสุด: 25 กุมภาพันธ์ 2569

แพทย์ที่เกี่ยวข้อง

ศูนย์รักษาที่เกี่ยวข้อง

ศูนย์ทางเดินอาหาร-ตับ

ดูเพิ่มเติม

ศูนย์เฉพาะทางด้านการทำงานระบบทางเดินอาหาร

ดูเพิ่มเติม

คะแนนโหวต 7.28 of 10, จากจำนวนคนโหวต 125 คน

บทความที่เกี่ยวข้อง