เปลี่ยนฝันร้ายให้กลายเป็นความทรงจำที่ดี...กับผู้ป่วยอัลไซเมอร์

จะทำอย่างไรหากความเจ็บป่วยของผู้ใหญ่ในบ้านต้องกลายเป็นฝันร้ายของคนทั้งครอบครัว?

หลายคนคิดว่าอัลไซเมอร์เป็นเพียงอาการหลงๆ ลืมๆ และเปล่าประโยชน์ที่จะรักษา แต่ความเป็นจริงก็คือ นอกเหนือจากปัญหาเรื่องความจำแล้ว ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ยังมีพฤติกรรมและอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจนส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตทั้งของตัวเองและคนรอบข้าง

และแม้ปัจจุบันจะยังไม่มียาสำหรับการรักษาโรคอัลไซเมอร์ให้หายขาด แต่แพทย์สามารถช่วยให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุขมากขึ้นได้

 

การวินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์

เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการหลงลืม ขั้นตอนแรกของการวินิจฉัยโรคคือดูว่าผู้ป่วยเข้าข่ายมีภาวะสมองเสื่อมหรือไม่โดยแพทย์จะซักประวัติจากผู้ป่วย ญาติ หรือผู้ดูแลที่สามารถให้ข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับความสามารถในชีวิตประจำวัน และพฤติกรรมที่บ่งบอกถึงความถดถอยด้านการทำงานของสมอง พร้อมทั้งให้

ผู้ป่วยเข้ารับการทดสอบสมรรถภาพของสมองโดยการตอบคำถามเกี่ยวกับความจำ สมาธิ การตัดสินใจ ทิศทาง การใช้ภาษา และการคำนวณ เป็นต้น จากนั้นจึงเป็นการตรวจคัดกรองหาสาเหตุของภาวะสมองเสื่อมว่ามาจากโรคที่รักษาได้หรือไม่ โดยการเจาะเลือดตรวจ และเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (MRI) หากไม่พบสาเหตุอื่นประกอบกับผู้ป่วยมีอาการและการทดสอบทางสมองเข้าเกณฑ์การวินิจฉัยของโรคอัลไซเมอร์ จึงจะวินิจฉัยได้ว่าผู้ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ 
นอกจากนี้แพทย์ยังสามารถระบุแยกย่อยออกไปได้อีกว่า ผู้ป่วยเป็นโรคภาวะสมองเสื่อมอื่นๆ ที่รักษาไม่หายขาดนอกเหนือจากอัลไซเมอร์หรือไม่ ซึ่งโรคเหล่านี้มีอาการแตกต่างกัน แต่การรักษาไม่ต่างกัน เพื่อให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลเตรียมตัวได้ว่าจะต้องเจอกับอาการอย่างใดบ้าง

 

ไม่หายแต่ควบคุมดูแลได้

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาโรคอัลไซเมอร์ให้หายขาด สมองจะค่อยๆ เสื่อมลงไปโดยไม่สามารถฟื้นคืนกลับมาได้ แต่การนำผู้ป่วยมาพบแพทย์ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นจะช่วยยืดระยะเวลาการดำเนินโรค เพิ่มคุณภาพชีวิตของทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแล และป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเป้าหมายหลักของการรักษาโรคอัลไซเมอร์
สำหรับวิธีการดูแลรักษาผู้ป่วยมี 2 รูปแบบ คือ 

การรักษาด้วยการใช้ยา โดยเป็นยาที่ช่วยควบคุมอาการต่างๆ ให้น้อยลงชั่วคราวแต่อาจไม่ช่วยในเรื่องของความจำมากนัก ยาดังกล่าวจะเข้าไปยับยั้งเอนไซม์ที่มาทำลายสารสื่อประสาทอะซีติลโคลีน เพื่อเพิ่มหรือปรับระดับของสารแอซิติลโคลีนไม่ให้ลดลงมากจนเกินไป ผู้ป่วยจึงสามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ มีความสุขสดชื่นขึ้น ขณะเดียวกันผู้ดูแลก็ดูแลได้ง่ายขึ้น 

นอกจากนี้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการทางพฤติกรรมที่ค่อนข้างรุนแรง เช่น ก้าวร้าวมาก แพทย์อาจพิจารณาให้ยาทางจิตเวชควบคู่กันไปด้วย

การรักษาโดยไม่ใช้ยา เป็นการดูแลสมองและสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย อาทิ
  1. จัดให้ผู้ป่วยออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ มีการศึกษาพบว่าการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (cardio exercise) ที่เน้นการเสริมสร้างความแข็งแรงของหัวใจและปอด เช่น การเดิน วันละ 20 นาที 4 วันต่อสัปดาห์จะช่วยให้สมองสดชื่นและยืดระยะเวลาการดำเนินโรคได้
  2. มีกิจกรรมให้ผู้ป่วยได้ออกไปนอกบ้านเป็นระยะๆ เพื่อพบปะผู้คน พูดคุยกับเพื่อนฝูง ญาติพี่น้องคนอื่นๆ นอกเหนือจากสมาชิกในบ้าน 
  3. ดูแลให้ผู้ป่วยได้นอนหลับอย่างมีคุณภาพตามสุขลักษณะการนอน เช่น ไม่ดื่มสารคาเฟอีนในช่วงเย็นหรือก่อนนอน ไม่ออกกำลังกายใกล้กับเวลานอน เข้านอนและตื่นนอนตรงเวลา ปรับความสว่างในห้องนอนให้มืดพอดี เพราะหากวงจรการนอนไม่ดีจะส่งผลต่อภูมิคุ้มกันของร่างกาย ความดันโลหิต น้ำหนัก และรวมถึงความจำด้วย 
  4. ดื่มน้ำให้พอเพียง เพื่อป้องกันภาวะเลือดหนืดหรือเลือดข้นซึ่งทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก สมองไม่สดชื่น หากไม่มีข้อห้าม เช่น มีโรคหัวใจหรือโรคไต ควรดื่มน้ำวันละ 2 ลิตรเป็นอย่างน้อย 

1200X801_Alzheimer.jpg


ให้ความสำคัญกับสภาพจิตใจของผู้ป่วยและผู้ดูแล

เพราะโรคอัลไซเมอร์ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนทั้งครอบครัว การดูแลสภาพจิตใจของทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแลจึงสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน ซึ่งแพทย์แนะนำแนวทางคร่าวๆ ไว้ดังนี้
  • ผู้ดูแลต้องทำความเข้าใจและยอมรับว่าอาการต่างๆ ของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์นั้นเกิดขึ้นเนื่องจากโรคที่ผู้ป่วยเป็นไม่ใช่แกล้งทำ 
  • ดูแลด้วยความโอบอ้อมอารี ไม่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง อับอาย หรือหงุดหงิด หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและการโต้เถียงเพราะไม่มีประโยชน์ แต่ควรพูดคุยในเรื่องที่ทำให้มีความสุข
  • ผู้ดูแลต้องดูแลร่างกายและจิตใจของตนเองด้วย เพราะการดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ตลอดเวลาอาจก่อให้เกิดความเครียดหรือปัญหาด้านอารมณ์ได้ ฉะนั้น หากเครียดหรือรู้สึกแย่ควรหยุดพักให้ผู้อื่นมาดูแลแทน เมื่อสภาพร่างกายและจิตใจพร้อมแล้วจึงค่อยกลับมาทำหน้าที่ผู้ดูแลใหม่
ความเข้าใจโรคและเข้าใจผู้ป่วยนี้จะช่วยเปลี่ยนช่วงเวลาของฝันร้ายให้กลายเป็นความทรงจำที่ดีของครอบครัวได้ไม่ยาก
 
ศูนย์ประสาทวิทยา:
อาคารบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล คลินิก
ชั้น 19 โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ 33 สุขุมวิท ซอย 3
เขตวัฒนา กรุงเทพ 10110 ประเทศไทย
โทร : 02-011-3994
Posted by Bumrungrad International
ถ้าคุณมีอาการ 1 ใน4 นี้ แสดงว่าระบบควบคุมการขับปัสสาวะผิดปกติ
การควบคุมการขับปัสสาวะผิดปกติเป็นภาวะที่พบบ่อยในผู้สูงอายุทั้งชายและหญิง โดยมีอาการคือ กลั้นปัสสาวะไม่อยู่
Posted by Bumrungrad International
October 31, 2018
comments
กระดูกสันหลังคด ปัญหาทางสรีระที่หลายคนวิตกกังวล
โรคกระดูกสันหลังคดเป็นความผิดปกติของกระดูกสันหลังที่พบได้บ่อย ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นกับเด็ก
Posted by Bumrungrad International
October 24, 2018
comments
ตรวจภายใน ลดความเสี่ยงโรคร้ายในสตรี
เพื่อสุขภาพที่ดีและป้องกันโรคร้ายที่อาจเกิดขึ้น ผุ้หญิงทุกคนควรดูแลสุขอนามัย มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย รวมถึงสำรวจตัวเองอย่างสม่ำเสมอและมาพบสูตินรีแพทย์เพื่อตรวจภายในเป็นประจำทุกปีควบคู่กันไป
Posted by Bumrungrad International
October 24, 2018
comments
เปลี่ยนฝันร้ายให้กลายเป็นความทรงจำที่ดี...กับผู้ป่วยอัลไซเมอร์
หลายคนคิดว่าอัลไซเมอร์เป็นเพียงอาการหลงๆ ลืมๆ และเปล่าประโยชน์ที่จะรักษา แต่ความเป็นจริงก็คือ นอกเหนือจากปัญหาเรื่องความจำแล้ว
Posted by Bumrungrad International
October 08, 2018
comments
มะเร็งปากมดลูก ป้องกันได้หากตรวจพบเร็ว
กว่า 99 เปอร์เซ็นต์ของมะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อเอชพีวี (Human papilloma virus infection) สายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูง และผู้หญิง 4 ใน 5 คนมีโอกาสติดเชื้อเอชพีวีในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของชีวิต
Posted by Bumrungrad International
October 04, 2018
comments

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ