bih.button.backtotop.text

รวม 4 ปัญหาสุขภาพผู้ชายที่พบบ่อย พร้อมสัญญาณเตือน วิธีป้องกัน และแนวทางรักษา

รวม 4 ปัญหาสุขภาพผู้ชายที่พบบ่อย พร้อมสัญญาณเตือน วิธีป้องกัน และแนวทางรักษา


ด้วยไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบและความเคร่งเครียดในชีวิตประจำวัน ทำให้คุณผู้ชายหลายคนต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพโดยไม่รู้ตัว จริง ๆแล้ว โรคที่พบบ่อยในผู้ชาย เช่น ฮอร์โมนเพศชายต่ำ โรคต่อมลูกหมากโต โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคมะเร็งบางชนิด สามารถป้องกันและรักษาให้หายขาดได้ หากสังเกตสัญญาณเตือนและตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การตรวจสุขภาพผู้ชายตามช่วงวัยจึงเป็นสิ่งที่ผู้ชายทุกคนโดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปไม่ควรมองข้าม

 
 
 

ภาวะพร่องฮอร์โมนเพศชาย

เทสโทสเตอโรน (Testosterone) เป็นฮอร์โมนเพศที่สำคัญที่สุดของผู้ชาย มีหน้าที่กระตุ้นให้แสดงลักษณะความเป็นชายและทำให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง โดยเฉพาะสุขภาพทางเพศ เมื่ออายุมากขึ้น ระดับฮอร์โมนนี้จะค่อยๆลดลงตามธรรมชาติ จากสถิติพบว่าผู้ชายอายุ 40-49 ปี มีภาวะฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนต่ำราว 10-15% และพบสูงถึง 50% เมื่ออายุ 70 ปีขึ้นไป

 

5  สัญญาณเตือนเมื่อฮอร์โมนเพศชายเริ่มตก

  • อ่อนเพลียแม้นอนพอ (Energy Drop)
  • กล้ามเนื้อลด ไขมันเพิ่ม (Body Composition)
  • อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่ายโดยไม่มีสาเหตุ (Mood & Mental)
  • ความต้องการทางเพศลดลงอย่างชัดเจน อาจพบปัญหาสมรรถภาพทางเพศร่วมด้วย (Libido)
  • สมาธิสั้น จำอะไรไม่ค่อยได้ (Cognitive Function)



ป้องกันไม่ให้ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนลดลงได้อย่างไร

การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างสามารถช่วยชะลอการลดลงของฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนที่เกิดขึ้นตามอายุได้
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน การมีไขมันส่วนเกิน โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง ทำให้ระดับเทสโทสเตอโรนลดต่ำลงได้
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  เน้นการออกกำลังกายแบบแรงต้านควบคู่กับการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นอาหารจำพวกโปรตีน ผัก ผลไม้และอาหารที่มีไขมันดี
  • จัดการกับความเครียด ความเครียดเรื้อรังเพิ่มฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol)  ซึ่งขัดขวางการผลิตเทสโทสเตอโรน
  • จำกัดหรือหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากทำให้เทสโทสเตอโรนลดลง ควรงดหรือจำกัดไม่เกิน 1 ดื่มต่อวัน
  • งดสูบบุหรี่ สารนิโคตินในบุหรี่อาจทำให้ระดับเทสโทสเตอโรนต่ำลงได้
  • นอนหลับให้เพียงพอ ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนจะหลั่งมากที่สุดตอนนอน (ช่วง REM) ดังนั้นหากมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep apnea) ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษา
  • เช็กระดับฮอร์โมน เข้ารับการตรวจเลือด (Testosterone Test) ซึ่งใช้เวลาตรวจไม่ถึง 5 นาทีแต่ช่วยให้ทราบสถานะสุขภาพฮอร์โมนได้อย่างชัดเจน



การรักษาภาวะพร่องฮอร์โมนเพศชาย ทำได้อย่างไร

แพทย์จะพิจารณาการให้ฮอร์โมนทดแทนซึ่งปัจจุบันมีให้เลือกหลากหลายวิธีตามสาเหตุ ความต้องการและความพร้อมของผู้ป่วย ได้แก่
  • การฉีดฮอร์โมน
  • การใช้แผ่นแปะผิวหนัง
  • การทาเจล
  • การรับประทานยา



โรคต่อมลูกหมากโต

ต่อมลูกหมากเป็นอวัยวะเล็กๆขนาดเท่าวอลนัตที่อยู่ใต้กระเพาะปัสสาวะ โรคต่อมลูกหมากโตเป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยมีความสัมพันธ์กับอายุ สถิติพบว่า 50% ของผู้ชายอายุ 50 ปีขึ้นไป มีภาวะต่อมลูกหมากโต และตัวเลขพุ่งสูงถึง 90% ในผู้ชายอายุ 80 ปีขึ้นไป น่าเสียดายว่า ผู้ชายไทย 7 ใน 10 คนไม่เคยตรวจต่อมลูกหหมากเลย จนกระทั่งมีอาการที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต

 



อาการโรคต่อมลูกหมากโตมีอะไรบ้าง

  • ปัสสาวะไม่พุ่ง
  • ปัสสาวะไม่สุด
  • ปัสสาวะบ่อยหรือต้องการปัสสาวะทันที
  • ปัสสาวะตอนกลางคืน
  • ควรพบแพทย์ทันทีหากปัสสาวะไม่ออกเฉียบพลัน ปัสสาวะมีเลือดปน มีไข้สูงร่วมกับปัสสาวะขัดแสบ ปวดบริเวณฝีเย็บหรือหลังส่วนล่างอย่างรุนแรง ปัสสาวะกลางคืนบ่อยกว่า 3 ครั้งต่อคืน



ป้องกันโรคต่อมลูกหมากโตได้อย่างไร

วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือการตรวจคัดกรองก่อนมีอาการ โดยแบ่งตามช่วงอายุและความเสี่ยง ดังนี้
  • ผู้ชายทั่วไป เริ่มตรวจตอนอายุ 50 ปีและตรวจทุก 1-2 ปี
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคต่อมลูกหมาก เริ่มตรวจเร็วขึ้นที่อายุ 40-45 ปีและตรวจทุกปี
  • มีอาการปัสสาวะผิดปกติ มาพบแพทย์ทันที และตรวจติดตามอาการตามที่แพทย์แนะนำ
  • ผู้ชายเอเชียตะวันออก/แอฟริกัน เริ่มตรวจตอนอายุ 40 ปีและตรวจทุกปี
 

รักษาโรคต่อมลูกหมากโตได้ด้วยวิธีใด

  1. รักษาแบบไม่ผ่าตัด (สำหรับอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง)
  • การปรับพฤติกรรม: หากอาการน้อยมากยังไม่ต้องรักษา แต่ควรงดดื่มน้ำหรือแอลกอฮอล์ปริมาณมาก โดยเฉพาะก่อนนอน
  • การใช้ยา: แพทย์อาจสั่งยาลดขนาดต่อมลูกหมาก (เช่น Finasteride) หรือยาคลายกล้ามเนื้อเรียบในต่อมลูกหมาก (Alpha-blockers)
  • การรักษาด้วยไอน้ำ: เทคโนโลยีการรักษาโดยการส่องกล้องแบบใหม่ ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล และไม่กระทบสุขภาพทางเพศ
  • การใช้เทคนิคยูโรลิฟท์ (UROLIFT): โดยส่องกล้องเข้าไปฝังอุปกรณ์ขนาดจิ๋ว 4-6 ตัว เพื่อดึงเนื้อเยื่อต่อมลูกหมากให้ถ่างออกจากท่อปัสสาวะอย่างถาวรโดยไม่มีการตัดเนื้อเยื่อ
  1. รักษาแบบผ่าตัด (เมื่อใช้ยาไม่ได้ผล หรือมีอาการแทรกซ้อนรุนแรง)
  • การผ่าตัดส่องกล้อง: ส่องกล้องเข้าท่อปัสสาวะเพื่อไปขูดเนื้อเยื่อที่ขวางอยู่ออก
  • การผ่าตัดด้วยเลเซอร์ HoLEP: ใช้เลเซอร์เลาะเนื้อเยื่อที่ขวางท่อปัสสาวะออกทั้งหมด
  • การผ่าตัดด้วยเลเซอร์ PVP: ใช้เลเซอร์ตัดต่อมลูกหมากออกบางส่วนหรือทั้งหมด
  • การผ่าตัดเปิดหน้าท้อง: ใช้ในกรณีที่ต่อมลูกหมากมีขนาดใหญ่มากผิดปกติเพื่อนำเนื้อเยื่อส่วนเกินออก



โรคหัวใจและหลอดเลือด

โดยเฉลี่ย ผู้ชายเริ่มเป็นโรคหัวใจเร็วกว่าผู้หญิงถึง 10 ปี สาเหตุมาจากปัจจัยทางชีววิทยา ไลฟ์สไตล์และพฤติกรรม ผู้ชายมีแนวโน้มที่จะพูดคุยหรือขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับความเครียดและความวิตกกังวลน้อยกว่าผู้หญิง ความเครียดเรื้อรังทำให้ระดับความดันโลหิตและฮอร์โมนความเครียดสูงขึ้น ซึ่งไปจำกัดการไหลเวียนของเลือดไปยังหัวใจและทำให้หินปูนสะสมในหลอดเลือดหัวใจเร็วขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

 



สัญญาณเตือนที่ต้องมาพบแพทย์

โรคหัวใจก่อให้เกิดอาการได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับอายุ ประวัติสุขภาพและประเภทของโรคหัวใจ ในระยะแรกของโรคหัวใจ อาจสังเกตเห็นอาการเพียงเล็กน้อย เช่น
  • เจ็บหน้าอก แน่นหรือแสบโดยเฉพาะเวลาเครียดหรือออกแรง
  • ใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ รู้สึกได้ชัดแม้ในขณะนั่งพัก
  • หายใจไม่อิ่มหรือเหนื่อยง่าย
  • มีอาการไอเรื้อรัง ไม่ยอมหาย
  • ปวดหัวรุนแรงบ่อยและมีความดันโลหิตสูง



ป้องกันโรคหัวใจได้อย่างไร

  • ตรวจสุขภาพประจำปี โรคหัวใจไม่ได้แสดงอาการให้เห็นเสมอไป ดังนั้นการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งจำเป็น
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ออกกำลังแบบคาร์ดิโอ เช่น การเดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน ควบคู่กับการออกกำลังกายแบบแรงต้านเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ
  • รับประทานอาหารที่ดีต่อหัวใจ เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืช โปรตีนไขมันต่ำและลดหวาน มัน เค็ม อาหารแปรรูป
  • เลิกหรือจำกัดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ ไม่เกิน 2 ดื่มมาตรฐานต่อวัน
  • เลิกสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่ส่งผลเสียต่ออวัยวะต่างๆในร่างกาย รวมถึงหัวใจ
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน การลดน้ำหนักลงเพียง 5% ของน้ำหนักตัว สามารถช่วยให้หัวใจทำงานได้ดีขึ้นแล้ว
  • พูดคุยระบายความรู้สึก ไม่เก็บกดอารมณ์ พูดคุยระบายความเครียดกับคนสนิทหรือแพทย์



โรคหัวใจ รักษาได้อย่างไร

แนวทางการรักษาโรคหัวใจขึ้นอยู่กับสาเหตุ ชนิดของโรคและความรุนแรงของผู้ป่วยแต่ละราย โดยแพทย์จะพิจารณาผสมผสานวิธีต่างๆตั้งแต่การปรับพฤติกรรม การใช้ยาไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย ดังนี้
  1. การรักษาแบบไม่ผ่าตัด
  • การรักษาด้วยยาและการปรับพฤติกรรม เช่น การรักษาด้วยยาต้านการแข็งตัวของเลือดเพื่อป้องกันลิ่มเลือดอุดตัน การให้ยาลดหรือควบคุมระดับไขมันในเลือดหรือยาควบคุมระดับการเต้นของหัวใจ ควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรมที่เป็นปัจจัยเสี่ยง
  • การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน เพื่อแก้ปัญหาหลอดเลือดตีบแคบ
  • การเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกผ่านสายสวนโดยไม่ต้องผ่าตัด (TAVI) ช่วยลดความบอบช้ำและฟื้นตัวได้เร็ว
  • การรักษาในห้องปฏิบัติการระบบไฟฟ้าหัวใจ (Cardiac Electrophysiology Lab) เพื่อรักษากลุ่มโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ผ่านการตรวจวินิจฉัยทางสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจและรักษาด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การจี้จุดกำเนิดการเต้นผิดปกติในหัวใจโดยอาศัยเครื่องค้นหาตำแหน่งการเกิดความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจ การฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ การฝังเครื่องกระตุกหัวใจการฝังเครื่องกระตุ้น/กระตุกไฟฟ้าหัวใจชนิดปรับการทำงานกล้ามเนื้อหัวใจให้บีบตัวประสานงานกันและการปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้าย
  1. การรักษาแบบผ่าตัด
  • การผ่าตัดบายพาส (Coranary Artery Bypass Grafting: CABG) การผ่าตัดทำทางเบี่ยงเสริมหลอดเลือดบริเวณที่ตีบหรือตันเพื่อให้เลือดผ่านส่วนที่ตีบหรือตันได้ดีขึ้น
  • การผ่าตัด Fontan’s Operation การผ่าตัดรักษาโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
  • การปลูกถ่ายหัวใจ



โรคมะเร็งในผู้ชาย

มะเร็งในผู้ชายกว่า 70% มักไม่มีอาการในระยะแรก แต่หากตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะที่ 1 จะมีอัตรารอดชีวิต 5 ปี  สูงถึง 90-99% และถ้าปล่อยไว้จนถึงระยะที่ 4 อัตราการรอดชีวิตจะลดลงเหลือต่ำกว่า 30% ทันที มะเร็ง 4 ชนิดสำคัญที่ผู้ชายทุกคนควรเฝ้าระวัง ได้แก่
  1. มะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate Cancer) เป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในผู้ชายทั่วโลก สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกช่วงอายุ แต่ความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นเมื่อผู้ชายมีอายุมากขึ้น ส่วนใหญ่จะตรวจพบในผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป มะเร็งต่อมลูกหมากเป็นมะเร็งที่เติบโตช้า หากเจอระยะแรก อัตรารอดชีวิตสูงถึง 99%
  2. มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (Colorectal cancer)  แม้ว่าอัตราการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักลดลงในกลุ่มคนอายุ 50 ปีขึ้นไป แต่ในกลุ่มคนอายุต่ำกว่า 50 ปีกลับพบสูงขึ้น อย่างไรก็ตามมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก มักเริ่มจากติ่งเนื้อเล็กๆ (Polyp) ที่ใช้เวลาหลายปีก่อนกลายเป็นมะเร็ง ซึ่งช่วงเวลานี้คือ โอกาสทองในการตรวจพบและตัดออก อัตรารอดชีวิตถึง 91% ถ้าเจอในระยะแรก
  3. มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ (Bladder Cancer) พบในผู้ชายสูงกว่าผู้หญิง 3-4 เท่า และเป็นอันตรายถึงชีวิตในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง โดยมีความสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่และสารเคมีในที่ทำงาน มะเร็งกระเพาะปัสสาวะในระยะแรก โอกาสรอดชีวิต 96%
  4. มะเร็งปอด (Lung Cancer) เป็นมะเร็งที่คร่าชีวิตผู้ชายมากที่สุด เนื่องจากปอดไม่มีเส้นประสาทรับความเจ็บปวด ทำให้ระยะแรกแทบไม่มีอาการ และกว่า 70% มักตรวจพบเมื่อโรคลุกลามแล้ว หากพบเร็วตั้งแต่ระยะแรก อัตรารอดชีวิต 63-92% และเหลือเพียง 7%  ในระยะที่ 4



สัญญาณเตือนทั่วไปที่ควรต้องพบแพทย์ทันที

  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุมากกว่า 5 กิโลกรัมภายใน 1 เดือน
  • อ่อนเพลียเรื้อรังที่ไม่ดีขึ้น
  • มีก้อนหรืออาการบวมผิดปกติที่ใดก็ตามในร่างกาย
  • มีเลือดออกผิดปกติ เช่น ปัสสาวะเป็นเลือด อุจจาระปนเลือดหรือไอเป็นเลือด
  • มีอาการปวดเรื้อรังโดยไม่มีสาเหตุแน่ชัด



ป้องกันและลดความเสี่ยงโรคมะเร็งได้อย่างไร

เกือบครึ่งหนึ่งของโรคมะเร็งในผู้ใหญ่อาจป้องกันได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ดังนี้
  • เลิกสูบบุหรี่
  • เลิกหรือลดการดื่มแอลกอฮอล์ หากจำเป็นต้องดื่ม ไม่ควรดื่มเกิน 2 ดื่มมาตรฐานต่อวัน
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นผัก ผลไม้และธัญพืชเต็มเมล็ด
  • หลีกเลี่ยงหรือจำกัดอาหารแปรรูป ลดเนื้อแดงและเนื้อสัตว์แปรรูป เครื่องดื่มเติมน้ำตาลและธัญพืชที่ผ่านการขัดสี
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำ เข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งตามโปรแกรมที่เหมาะสมกับช่วงอายุและปัจจัยความเสี่ยง



รักษาโรคมะเร็งได้ด้วยวิธีใดบ้าง

การรักษามะเร็งมียู่หลายวิธีด้วยกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ตั้งแต่ชนิด ระยะของโรค สุขภาพโดยรวมและความต้องการของผู้ป่วย ทางเลือกในการรักษามะเร็ง เช่น
  • เคมีบำบัด (Chemotherapy)
  • รังสีรักษา (Radiation Therapy)
  • การผ่าตัด (Surgery)
  • การปลูกถ่ายไขกระดูก (Bone Marrow Transplant) หรือเรียกว่าการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จากไขกระดูก
  • ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy)
  • การรักษาแบบจำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็งหรือยามุ่งเป้า (Targeted Therapy)
  • การจี้ด้วยความเย็น ((Cryoablation)
  • การรักษาด้วยคลื่นความถี่สูง (Radiofrequency ablation)
การมีสุขภาพที่ดี ไม่ใช่เรื่องของความโชคดี แต่เป็นผลลัพธ์ของการป้องกัน การสังเกตสัญญาณเตือนของร่างกายและการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์พร้อมให้การดูแลสุขภาพของผู้ชายทุกช่วงวัยอย่างเข้าใจ ด้วยแนวทางการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ตั้งแต่การตรวจคัดกรองเชิงรุกเพื่อค้นหาความเสี่ยงเฉพาะบุคคล การวางแผนป้องกันก่อนเกิดโรค ไปจนถึงการรักษาด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยระดับสากล
 
 


 
รายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ:

           E-mail: [email protected]

แก้ไขล่าสุด: 17 มิถุนายน 2569

แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง

Related Health Blogs