น้ำหนักเกินเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อย และอาจนำไปสู่โรคเรื้อรังต่าง ๆ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม การลดน้ำหนักที่ได้ผลจึงไม่ใช่เพียงการควบคุมอาหารหรือออกกำลังกายอย่างหนัก แต่ต้องอาศัยความเข้าใจร่างกายและการดูแลอย่างถูกวิธี
เรียนรู้เกี่ยวกับสาเหตุของภาวะน้ำหนักเกิน แนวทางการลดน้ำหนักที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล รวมถึงการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน เพื่อช่วยให้การลดน้ำหนักเกิดผลจริงและปลอดภัยในระยะยาว อีกหนึ่งบทสนทนาสำคัญที่สะท้อนแนวคิดการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม และการปรับพฤติกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ทำไมลดน้ำหนักด้วยตัวเองแล้วไม่สำเร็จ? แนวทางลดน้ำหนักอย่างปลอดภัยและยั่งยืนโดยแพทย์ สาเหตุที่หลายคนลดน้ำหนักเองแล้วไม่ได้ผล
หลายคนพยายามลดน้ำหนักด้วยตัวเองแต่ไม่ประสบความสำเร็จ สาเหตุหลักเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่
- เลือกวิธีที่ ไม่เหมาะสมกับร่างกายของตนเอง
- ลดอาหารมากเกินไป ทำให้หิวสะสมและกลับมากินมากกว่าเดิม
- ไม่สามารถทำได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว
- มี โรคร่วมที่ไม่ได้รับการดูแล เช่น เบาหวาน ไขมันเกาะตับ หรือความเครียด
ปัจจัยเหล่านี้ หากได้รับการรักษาและดูแลอย่างเหมาะสม จะช่วยให้การลดน้ำหนักประสบความสำเร็จมากขึ้น
ทางเลือกการรักษาโรคอ้วน
ในปัจจุบัน ปัจจุบัน นอกจากการควบคุมอาหารและการใช้ยาแล้ว ยังมีการรักษาโรคอ้วนด้วยวิธีทางการแพทย์หลายรูปแบบ ได้แก่
- การผ่าตัดลดน้ำหนักในหลายเทคนิค
- การส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร
การส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร
การส่องกล้องเย็บกระเพาะเป็นวิธีลดน้ำหนัก โดยไม่ต้องผ่าตัดผ่านผิวหนังหน้าท้อง แพทย์จะส่องกล้องผ่านทางปาก และเย็บกระเพาะด้วยไหมให้มีขนาดเล็กลง ส่งผลให้
- กินอาหารได้น้อยลง
- อิ่มเร็วขึ้น
- น้ำหนักลดลง
เมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบดั้งเดิม วิธีนี้มีความรุกล้ำน้อยกว่า (minimally invasive) ฟื้นตัวเร็ว ผลข้างเคียงโดยรวมน้อยกว่า และมีความปลอดภัยสูง อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดลดน้ำหนักยังคงเป็นทางเลือกสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักในปริมาณมาก เนื่องจากสามารถลดน้ำหนักได้มากกว่าการเย็บกระเพาะ
แนวคิดของโปรแกรม Weight Management
การรักษาภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน ไม่ใช่การลดน้ำหนักทั่วไป แต่เป็นการดูแลโรคเรื้อรังที่มีความซับซ้อน จำเป็นต้องเริ่มจากการประเมินผู้ป่วยอย่างละเอียด ได้แก่
- การทำงานของร่างกาย
- โรคร่วมและโรคแทรกซ้อน
- ความพร้อมและเป้าหมายในการลดน้ำหนัก
การดูแลโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ
การลดน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพต้องอาศัยทีมแพทย์หลายสาขา ได้แก่
- แพทย์ต่อมไร้ท่อ เพื่อประเมินและรักษาโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ
- นักโภชนาการ เพื่อวางแผนอาหารที่เหมาะสม ไม่ใช่แค่กินน้อย แต่ต้องได้รับโปรตีนเพียงพอ เพื่อป้องกันการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ
- นักปรับพฤติกรรม เพื่อดูแลปัจจัยด้านความเครียด การนอนหลับ และพฤติกรรมการกิน
ทีมสหวิชาชีพช่วยให้ผู้ป่วยสามารถปรับพฤติกรรมใหม่และคงผลลัพธ์ในระยะยาวได้
การเลือกวิธีลดน้ำหนักให้เหมาะกับแต่ละบุคคล ปัจจุบันมีทางเลือกการรักษาหลากหลาย เช่น
- ควบคุมอาหาร
- ออกกำลังกาย
- การใช้ยา
- การฉีดยาลดน้ำหนัก
- การส่องกล้องเย็บกระเพาะ
- การผ่าตัดลดน้ำหนัก
แพทย์จะพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น
- น้ำหนักเริ่มต้น
- เป้าหมายในการลดน้ำหนัก
- โรคร่วม
- การทำงานของร่างกาย
- ความพร้อมและความร่วมมือของผู้ป่วย
ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยที่ต้องการลดน้ำหนักมากกว่า 20% ด้วยการควบคุมอาหารและออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว อาจทำได้ยาก ในขณะที่บางรายยังไม่พร้อมผ่าตัดหรือส่องกล้อง อาจเริ่มจากการฉีดยาลดน้ำหนักภายใต้การติดตามของแพทย์อย่างใกล้ชิด
การใช้ยาฉีดลดน้ำหนัก ยาฉีดลดน้ำหนักต้องมีการ
- ปรับขนาดยาให้เหมาะสม
- ติดตามผลและผลข้างเคียงอย่างสม่ำเสมอ
- เลือกชนิดยาให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย
การรักษาที่ได้ผลกับคนหนึ่ง อาจไม่เหมาะกับอีกคนหนึ่ง
การรักษาร่วมกันหลายวิธี ยาฉีดลดน้ำหนักสามารถใช้ร่วมกับการรักษาอื่นได้ เช่น
มีงานวิจัยเปรียบเทียบระหว่างการเย็บกระเพาะอย่างเดียว กับการเย็บกระเพาะร่วมกับการฉีดยาลดน้ำหนัก พบว่าวิธีที่ใช้ร่วมกันสามารถลดน้ำหนักได้มากกว่า ประมาณ 5% เนื่องจากช่วยควบคุมความอยากอาหารและปรับสมดุลฮอร์โมนได้ดีขึ้น
โรคร่วมที่พบบ่อยในผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน ผู้ที่มีภาวะอ้วนมักมีโรคร่วมอื่นๆ โดยเฉพาะ
- เบาหวาน
- ความดันโลหิตสูง
- ไขมันในเลือดผิดปกติ
- ไขมันเกาะตับ (Fatty Liver Disease)
ไขมันเกาะตับมักไม่มีอาการ ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่รู้ตัว หากปล่อยไว้นานอาจนำไปสู่ตับอักเสบ ตับแข็ง และตับวายได้ ปัจจุบันในหลายประเทศ ภาวะตับแข็งจากไขมันเกาะตับเป็น สาเหตุอันดับหนึ่งของการปลูกถ่ายตับ การลดน้ำหนัก ไม่ว่าจะด้วยยาฉีด การผ่าตัด หรือวิธีอื่น ล้วนช่วยลดไขมันเกาะตับและลดความเสี่ยงของโรคตับแข็งได้
การลดน้ำหนักที่ได้ผลระยะยาวควรเป็นอย่างไร
การลดน้ำหนักที่ประสบความสำเร็จในระยะยาวต้องเป็น
- วิธีที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
- ไม่ฝืนเกินไปจนทำไม่ได้ต่อเนื่อง
- สามารถทำควบคู่กับการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
เนื่องจากโรคอ้วนเป็น ภาวะเรื้อรังที่สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ หากไม่มีการติดตามและดูแลอย่างต่อเนื่อง
บทสรุป ผู้ที่พยายามลดน้ำหนักแล้วไม่สำเร็จ อาจไม่ได้เลือกวิธีที่เหมาะสมกับตนเอง หรือมีโรคร่วมที่ไม่ได้รับการรักษา การปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินร่างกาย วางแผนการรักษาแบบเฉพาะบุคคล และติดตามผลอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้การลดน้ำหนัก ปลอดภัย ได้ผล และยั่งยืนในระยะยาว
ขอขอบคุณ ผศ.นพ. วีรวิชญ์ จารุวงศ์วณิชย์
อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร - โรคตับ
รายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ:
แก้ไขล่าสุด: 10 กุมภาพันธ์ 2569