bih.button.backtotop.text

10 วิธีปรับพฤติกรรมและตัวช่วยเสริมช่วยลดน้ำหนักอย่างได้ผล

10 วิธีปรับพฤติกรรมและตัวช่วยเสริมช่วยลดน้ำหนักอย่างได้ผล

 
ปัญหาน้ำหนักเกินและ โรคอ้วน ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของรูปร่างภายนอก แต่ยังเป็นภาวะที่กระทบต่อสุขภาพโดยตรง ทั้งการทำงานของหัวใจ หลอดเลือด ตับ ไต ข้อต่อ รวมถึงสุขภาพจิตใจ การเข้าใจถึงสาเหตุของน้ำหนักเกิน และการเลือกวิธีลดน้ำหนักที่ได้ผลจริงจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรให้ความใส่ใจ
 

โรคอ้วนคืออะไร

 
โรคอ้วน (Obesity) คือ ภาวะที่ร่างกายมีการสะสมของไขมันมากเกินไป จนส่งผลเสียต่อสุขภาพ โดยมักวัดจากค่าดัชนีมวลกาย (BMI) หากเกิน  24 kg/m2(ในกลุ่มอาเซียน) ถือว่าเริ่มมีภาวะน้ำหนักเกิน และหากเกิน  25 kg/m2(ในกลุ่มอาเซียน) ขึ้นไป จะจัดว่าเป็นโรคอ้วน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงของโรคต่าง ๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจ และมะเร็งบางชนิด
 

ปัจจัยที่ทำให้น้ำหนักเพิ่ม

  • อาหาร  การบริโภคอาหารที่มีแคลอรีสูง ไขมันอิ่มตัว และน้ำตาลมากเกินไป เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของน้ำหนักเกิน โดยเฉพาะอาหารแปรรูป ฟาสต์ฟู้ด ขนมหวาน และน้ำอัดลม
  • กิจกรรม  การใช้ชีวิตแบบนั่งทำงานนาน ๆ ขาดการเคลื่อนไหว หรือไม่ออกกำลังกาย ทำให้พลังงานที่ได้รับมากกว่าพลังงานที่ใช้ ส่งผลให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
  • ฮอร์โมน  ความผิดปกติของฮอร์โมน เช่น ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยลง หรือภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) อาจทำให้ระบบเผาผลาญทำงานผิดปกติและสะสมไขมันได้ง่ายขึ้น
  • ปัจจัยอื่น ๆ  เช่น พันธุกรรม อายุ (เมื่ออายุมากขึ้นระบบเผาผลาญช้าลง) และการนอนหลับที่ไม่เพียงพอ
 

ผลเสียของโรคอ้วนต่อสุขภาพ

  • เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2
  • ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ
  • ไขมันพอกตับ
  • ข้อเสื่อมและปวดหลังจากน้ำหนักเกิน
  • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
  • เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้
  • กระทบต่อภาพลักษณ์และสุขภาพจิต
 

10 วิธีลดน้ำหนักที่ได้ผลจริง

  1. ปรับพฤติกรรมการกิน   เลือกอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี โปรตีนไขมันต่ำ และลดอาหารแปรรูป
  2. กินให้ตรงเวลาและสม่ำเสมอ   การเว้นมื้อหรือกินไม่เป็นเวลาจะทำให้ร่างกายเผาผลาญผิดปกติและเสี่ยงต่อการกินเกิน
  3. ดื่มน้ำให้เพียงพอ  การดื่มน้ำช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดีขึ้น และบางครั้งความกระหายอาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นความหิว
  4. ออกกำลังกายเป็นประจำ  แนะนำให้มีกิจกรรมทางกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน หรือฝึกกล้ามเนื้อเสริมสร้างการเผาผลาญ
  5. นอนหลับให้เพียงพอ การนอนน้อยทำให้ฮอร์โมนความหิว (ghrelin) สูงขึ้นและฮอร์โมนอิ่ม (leptin) ลดลง จึงกินมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
  6. จัดการความเครียด   ความเครียดทำให้ร่างกายหลั่งคอร์ติซอล กระตุ้นให้กินอาหารมากขึ้น โดยเฉพาะขนมหวานและของทอดที่มีไขมันสูง
  7. ใช้ตัวช่วยติดตามและวัดผล เช่น แอปพลิเคชันนับแคลอรี สมาร์ทวอทช์ หรือเครื่องชั่งน้ำหนักดิจิทัล เพื่อประเมิน การใช้พลังงาน
  8. ลดของว่างและอาหารที่มีแคลอรีสูง เลี่ยงของทอด ขนมหวาน และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีพลังงานสูงแต่ไม่อิ่มท้อง
  9. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและสุขภาพ  นักกำหนดอาหารและแพทย์สามารถช่วยออกแบบแผนการกินและออกกำลังกายที่เหมาะกับแต่ละบุคคล
  10. วางแผนระยะยาวและมีวินัย   การลดน้ำหนักไม่ใช่การเร่งรีบ แต่เป็นการปรับพฤติกรรมเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืน
 

ตัวช่วยทางการแพทย์ในการลดน้ำหนัก

แม้การควบคุมอาหารและการออกกำลังกายจะเป็นวิธีหลัก แต่สำหรับบางคนที่ ลดน้ำหนักไม่สำเร็จ ด้วยวิธีทั่วไป อาจต้องอาศัย ตัวช่วยลดน้ำหนัก ทางการแพทย์ เช่น ยาฉีดลดน้ำหนัก ที่ช่วยควบคุมความอยากอาหารและระดับน้ำตาลในเลือด
การผ่าตัดกระเพาะ (Bariatric Surgery) สำหรับผู้ที่มีภาวะ โรคอ้วนรุนแรง หรือมีโรคร่วม เช่น เบาหวานและความดันโลหิตสูง
การรักษาโรคอ้วนเหล่านี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด
 

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการลดความอ้วน

 
Q1: ลดความอ้วนด้วยตัวเองไม่เห็นผล ควรทำอย่างไร?
A: หากคุณลองมาหลายวิธีแล้วไม่สำเร็จ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและพิจารณาตัวช่วยทางการแพทย์
 
Q2: การผ่าตัดกระเพาะเหมาะกับใครบ้าง?
A: เหมาะกับผู้ที่มี ภาวะโรคอ้วนรุนแรงหรือมีโรคร่วมจากความอ้วนที่ควบคุมไม่ได้ หรือผู้ที่อ้วนรุนแรงมานาน โดยพยายามหลายวิธีในการลดน้ำหนักแล้วไม่สำเร็จ
 
Q3: หลังการผ่าตัดต้องปรับพฤติกรรมการกินไหม?
A: จำเป็นมาก เพราะผลลัพธ์จะยั่งยืนก็ต่อเมื่อควบคุมอาหารและออกกำลังกายควบคู่กันเสมอ
 
Q4: จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ก่อนหรือไม่?
A: จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะแพทย์จะช่วยวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับสุขภาพของแต่ละบุคคล
 
 
เรียบเรียงโดย พญ. นพวรรณ กิติวัฒน์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม

 
รายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ:
          8.00-20.00  (BKK Time)
          02-0113984-5 and 02-113991

          20.00-8.00 (BKK Time)
          Contact center +662 066 8888 and  1378

แก้ไขล่าสุด: 11 กุมภาพันธ์ 2569

แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง

Related Health Blogs