ทำความรู้จัก "โรคตับอักเสบอี" ภัยใกล้ตัวที่แฝงมากับอาหารและน้ำ
โรคตับอักเสบที่เกิดจากเชื้อไวรัสมีอยู่หลายชนิด โรคตับอักเสบอี (Hepatitis E) อาจเป็นชนิดที่หลายคนไม่คุ้นเคยเท่าชนิดอื่น ๆ โรคตับอักเสบอีเกิดจากเชื้อไวรัสตับอักเสบอี (Hepatitis E Virus: HEV) ซึ่งสามารถก่อให้เกิดภาวะตับอักเสบเฉียบพลันที่มีความรุนแรงแตกต่างกัน ตั้งแต่การติดเชื้อที่ไม่มีอาการไปจนถึงอันตรายถึงชีวิตในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง
สาเหตุของการเกิดโรคตับอักเสบอีคืออะไร
- การดื่มน้ำไม่สะอาด โดยน้ำดื่มปนเปื้อนอุจจจาระที่มีไวรัส
- การรับประทานเนื้อสัตว์ปรุงไม่สุกหรือดิบ เช่น เนื้อหมู เนื้อกวางหรือหอย เป็นต้น
อาการของโรคตับอักเสบอีมีอย่างไรบ้าง
ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบอีสฉับพลันมักไม่มีอาการ สำหรับผู้ที่มีอาการ อาการมักเกิดขึ้นหลังจากติดเชื้อไปแล้วประมาณ 2-10 สัปดาห์ (โดยเฉลี่ยประมาณ 5-6 สัปดาห์)
อาการในระยะ 2-3 วันแรก
- ปวดท้อง
- คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร
- เป็นไข้
หลังจากนั้น อาจมีอาการอื่นๆ เช่น
- ท้องเสีย
- ตัวเหลืองและตาเหลือง
- ปัสสาวะสีเข้ม
- อุจจาระสีซีด
- ปวดข้อและมีผื่น
- อาการคัน
โรคไวรัสตับอักเสบอีมีความรุนแรงหรือไม่
ถึงแม้ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มักจะหายเป็นปกติภายในไม่กี่สัปดาห์โดยไม่ต้องรักษา แต่สำหรับผู้ติดเชื้อบางกลุ่ม อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงชีวิตได้ ดังนี้
- หญิงตั้งครรภ์: มีความเสี่ยงสูงโดยเฉพาะในไตรมาสที่ 3 เนื่องจากไวรัสอาจทำให้เกิดภาวะตับวาย การแท้งบุตรหรือทารกตายคลอด (stillbirth)
- ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ: เช่น ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวและผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ อาจทำให้เป็นโรคตับอักเสบเรื้อรังเนื่องจากร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสได้หมด ส่งผลให้ตับเสียหายและเสี่ยงต่อภาวะตับวายเฉียบพลัน
วินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบอีได้อย่างไร
แพทย์จะซักประวัติอย่างละเอียด รวมถึงตรวจเลือดและ/หรือตรวจอุจจาระ
โรคไวรัสตับอักเสบอี รักษาได้หรือไม่
ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคไวรัสตับอักเสบอีโดยเฉพาะ การรักษาจึงเน้นการดูแลแบบประคับประคองอาการ ซึ่ง ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายได้เองภายในภายใน 1-6 สัปดาห์ โดยแนะนำให้
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- ดื่มน้ำให้มาก
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ
- หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- ปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานยาใดๆที่อาจเป็นอันตรายต่อตับ
ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันต่ำ เป็นโรคเรื้อรังหรือมีอาการรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัส หากผู้ป่วยกำลังตั้งครรภ์ แพทย์อาจให้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและเฝ้าติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
ป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบอีได้อย่างไร
- รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่และสะอาด โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ต้องปรุงสุกให้ทั่วถึง
- จัดเก็บอาหารที่ปรุงสุกแล้วแยกจากอาหารดิบเพื่อป้องกันการปนเปื้อน
- ล้างผักผลไม้ให้สะอาดก่อนบริโภค
- ดื่มน้ำต้มสุกหรือน้ำดื่มบรรจุขวดและน้ำแข็งที่สะอาด ได้มาตรฐาน
- ล้างมือบ่อยๆด้วยสบู่และน้ำ โดยเฉพาะก่อนทำอาหาร ก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
- ใช้ช้อนกลางเมื่อรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น
การดูแลสุขภาพระบบทางเดินทางอาหารและตับต้องอาศัยความชำนาญเฉพาะทาง หากคุณมีอาการผิดปกติหรือข้อกังวลใดๆ ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มีทีมแพทย์ผู้ชำนาญด้านระบบทางเดินอาหารและตับโดยเฉพาะ พร้อมให้คำปรึกษา ตรวจวินิจฉัยและวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม เพื่อให้คุณกลับมามีสุขภาพที่แข็งแรงดังเดิม
เรียบเรียงโดย พญ. อรพิน ธนพันธุ์พาณิชย์
รายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ:
แก้ไขล่าสุด: 12 กุมภาพันธ์ 2569