สัญญาณอันตรายที่คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องระวัง
โดยปกติแล้ว ในระหว่างการตั้งครรภ์ ทารกจะได้รับออกซิเจนจากคุณแม่ผ่านทาง "รก" ซึ่งจะมีเส้นเลือดเชื่อมต่อจากตัวรกไปที่ผนังมดลูก หากเกิดความผิดปกติหรือมีการฉีกขาดของเส้นเลือดบริเวณนี้ จะส่งผลให้ทารกเกิดภาวะขาดออกซิเจน และคุณแม่เองก็จะมีการเสียเลือดร่วมด้วย
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของการเกิดรกลอกตัวก่อนกำหนด
ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย โดยกลุ่มที่พบบ่อย ได้แก่:
- การฉีกขาดของเส้นเลือด: ระหว่างรกกับผนังมดลูก ทำให้การส่งผ่านออกซิเจนไปยังทารกหยุดชะงัก
- อุบัติเหตุรุนแรง: การได้รับการกระทบกระเทือนบริเวณหน้าท้องของคุณแม่โดยตรง ซึ่งส่งผลให้รกเกิดการฉีกขาดและลอกตัวออกก่อนเวลาอันควร
ข้อแตกต่างระหว่าง "เจ็บครรภ์เตือน" vs "รกลอกตัวก่อนกำหนด"
คุณแม่หลายท่านอาจกังวลว่าอาการท้องปั้นแบบไหนที่อันตราย เราสามารถสังเกตความแตกต่างได้ดังนี้:
- อาการเจ็บครรภ์เตือน/เจ็บครรภ์คลอดทั่วไป: มดลูกจะมีการบีบตัว ท้องปั้นเป็นพักๆ เมื่อผ่านไปสักระยะอาการจะทุเลาลงหรือหายไปแล้วค่อยกลับมาใหม่
- อาการรกลอกตัวก่อนกำหนด: มดลูกจะบีบตัวถี่มากและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดจะ บีบตัวตลอดเวลา (ท้องแข็งค้าง) ทำให้คุณแม่รู้สึกปวดท้องอย่างต่อเนื่อง และในบางรายอาจมี เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ร่วมด้วย
ความสำคัญของการเตรียมพร้อมและ "คลังเลือด"
ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนดถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ทำให้คุณแม่เสียเลือดอย่างรุนแรง ทั้งในช่วงระหว่างการคลอดหรือหลังคลอด ดังนั้น "คลังเลือด" จึงมีความสำคัญอย่างมาก หากสถานพยาบาลไม่มีความพร้อมในการสำรองเลือดหรือส่วนประกอบของเลือด การให้เพียงสารน้ำอาจไม่เพียงพอต่อการแก้ไขภาวะช็อกหรือความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือดได้
การดูแลโดยทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพ
เมื่อเกิดภาวะนี้ ทีมแพทย์ต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่อช่วยชีวิตทั้งคุณแม่และทารก โดยอาศัยความร่วมมือจาก:
- สูติแพทย์: เตรียมการผ่าตัดคลอดฉุกเฉิน
- วิสัญญีแพทย์: ดูแลเรื่องการระงับความรู้สึก การเตรียมความพร้อมร่างกาย และการกู้ชีพ (หากจำเป็น)
- กุมารแพทย์: ดูแลทารกแรกเกิดที่อาจคลอดก่อนกำหนด หรือมีภาวะขาดออกซิเจน ซึ่งอาจต้องทำการกู้ชีพทารกในเบื้องต้น
คำแนะนำจากคุณหมอ:
หากคุณแม่มีอาการผิดปกติ เช่น ท้องปั้นถี่ผิดปกติ ท้องแข็งค้างตลอดเวลา หรือมีเลือดออกทางช่องคลอด แม้จะไม่แน่ใจว่าอันตรายหรือไม่ หรือไม่มีปัจจัยเสี่ยงนำมาก่อน ขอให้รีบมาพบแพทย์ทันที เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของคุณแม่และลูกน้อยครับ
โดย
ผศ.นพ. สมมาตร บำรุงพืช
สูติแพทย์เฉพาะทาง ด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์
รายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ:
แก้ไขล่าสุด: 06 พฤษภาคม 2569