โรคงูสวัด คืออะไร เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดไหน?
โรคงูสวัด (Herpes Zoster) เกิดจากเชื้อไวรัส Varicella Zoster ซึ่งเป็นเชื้อชนิดเดียวกับโรคอีสุกอีใสที่แฝงตัวอยู่ในปมประสาทและกลับมาทำร้ายร่างกายเมื่อภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
โรคงูสวัด (Herpes zoster หรือ shingles) เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส varicella zoster ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับที่ก่อให้เกิดโรคอีสุกอีใส หลังจากที่ผู้ป่วยหายจากโรคอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสนี้จะยังคงฝังตัวอยู่บริเวณปมประสาท เมื่อร่างกายเริ่มอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันต่ำลง อาจส่งผลกระตุ้นให้เชื้อไวรัส varicella zoster ออกมาจากบริเวณปมประสาท และก่อให้เกิดโรคงูสวัดได้
อาการและภาวะแทรกซ้อนของโรคงูสวัดมีอะไรบ้าง?
อาการหลักของโรคงูสวัด:
- ปวด แสบร้อนบริเวณผิวหนัง ร่วมกับมีกลุ่มของผื่นแดงหรือตุ่มน้ำใสขึ้นเป็นกระจุก
- พบอาการไข้ ปวดศีรษะ หนาวสั่น หรือไม่สบายท้อง ร่วมด้วย
อาการแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยของโรคงูสวัด:
- อาการปวดปลายประสาทหลังเป็นโรคงูสวัด (Postherpetic neuralgia, PHN) จะพบอาการปวดมากในบริเวณที่เป็นผื่นจากโรคงูสวัด โดยอาการปวดนี้จะยังคงอยู่แม้ว่าผื่นจะหายไปแล้ว ทั้งนี้อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นภายในระยะเวลาเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดปลายประสาทหลังเป็นโรคงูสวัดอยู่นานเป็นปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้
ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นโรคงูสวัด?
- ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ยิ่งอายุสูงขึ้นยิ่งทำให้มีความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น
- ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เคมีบำบัด หรือยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน ผู้ป่วยติดเชื้อ HIV ผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ เป็นต้น มีความเสี่ยงเป็นโรคงูสวัดและมีโนวโน้มจะมีอาการรุนแรงมากกว่าผู้ที่ภูมิคุ้มกันปกติ
- ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคไตเสื่อมเรื้อรัง โรคหัวใจ หรือโรคปอด
- ผู้ที่มีประวัติเคยเป็นโรคงูสวัดหรือโรคอีสุกอีใส
โรคงูสวัดติดต่อหรือไม่?
โรคงูสวัดติดต่อได้ผ่านการสัมผัสตุ่มน้ำใส เนื่องจากในแผลที่มีตุ่มน้ำใสยังพบเชื้อไวรัส varicella zoster จึงสามารถแพร่กระจายไปยังผู้อื่นได้ โรคนี้สามารถเกิดในทุกช่วงวัยโดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยง เช่นผู้สูงอายุและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
โรคงูสวัดรักษาอย่างไร?
การรักษาโรคงูสวัดทำได้โดยการให้ยาต้านไวรัส ซึ่งจะช่วยลดอาการปวด การอักเสบ และจำนวนตุ่มน้ำที่จะเกิดขึ้น ซึ่งควรเริ่มรักษาให้เร็วที่สุดภายใน 72 ชั่วโมงหลังเริ่มมีผื่น เพื่อช่วยลดความรุนแรงของโรคและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน เช่น อาการปวดปลายประสาท (PHN) นอกจากนี้อาจให้ยารักษาตามอาการและภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น เช่น ยาบรรเทาอาการปวด ยาบรรเทาอาการคัน ยาปฏิชีวนะ เป็นต้น
ทำไม “การป้องกันโรคงูสวัด” จึงสำคัญกว่าการรักษา
แม้โรคงูสวัดจะสามารถรักษาได้ แต่ไม่สามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้ 100% โดยเฉพาะอาการปวดเรื้อรังที่อาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว
ดังนั้น การฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด จึงเป็นวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคและลดความรุนแรงของอาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วิธีป้องกันโรคงูสวัดและการฉีดวัคซีน
การป้องกันโรคงูสวัดที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในปัจจุบันประกอบด้วย 2 แนวทางหลัก คือการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงเพื่อรักษาภูมิคุ้มกันให้คงที่ และการฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและลดความรุนแรงของอาการแทรกซ้อน
ใครบ้างที่ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด?
- ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป: ควรฉีดแม้จะไม่เคยมีประวัติเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อนก็ตาม
- ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง: โดยเฉพาะผู้ที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอจากตัวโรคเองหรือจากการรักษาทางการแพทย์
- เหตุผลสำคัญ: เพราะอายุที่มากขึ้นและภูมิคุ้มกันที่ลดลง คือปัจจัยหลักที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคงูสวัดและภาวะปวดปลายประสาท (PHN)
เจาะลึกวัคซีนงูสวัด (Recombinant Zoster Vaccine - RZV)
ปัจจุบันในประเทศไทยมีการใช้เทคโนโลยีวัคซีนชนิด Recombinant Zoster Vaccine (RZV) ซึ่งเป็นวัคซีนแบบไม่ใช้เชื้อเป็น มีประสิทธิภาพในการป้องกันสูง
| กลุ่มเป้าหมาย |
จำนวนเข็ม |
ระยะห่างระหว่างเข็ม |
ประสิทธิภาพในการป้องกัน |
| ผู้ใหญ่อายุ 50 ปีขึ้นไป |
2 เข็ม (เข้ากล้ามเนื้อ) |
เข็มที่สองห่างจากเข็มแรก 2-6 เดือน |
ป้องกันโรคและอาการปวดปลายประสาทได้มากกว่า 90% |
| ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (18+ ปี) |
2 เข็ม (เข้ากล้ามเนื้อ) |
เข็มที่สองห่างจากเข็มแรก 1-2 เดือน |
ป้องกันการเกิดโรคได้ร้อยละ 68-91 |
ข้อควรรู้เพิ่มเติม:
- การสร้างภูมิคุ้มกัน: หลังจากฉีดวัคซีนครบตามจำนวนที่แนะนำในแต่ละชนิดแล้วประมาณ 4 สัปดาห์ ภูมิคุ้มกันจึงจะขึ้นเต็มที่
- ระยะเวลาการป้องกัน: ภูมิคุ้มกันอาจอยู่ได้นานถึง 10 ปี (ในปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการฉีดเข็มกระตุ้นของวัคซีนงูสวัด)
ข้อจำกัดและบุคคลที่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนฉีด
- ผู้ใหญ่ในช่วงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป: ควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด แม้ว่าจะไม่เคยมีประวัติเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน
- ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เนื่องจากโรคหรือการรักษา ควรฉีดวัคซีนชนิด recombinant zoster vaccine จำนวน 2 เข็ม เนื่องจากอายุที่มากขึ้นและภูมิคุ้มกันที่บกพร่องจะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคงูสวัด รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการแทรกซ้อนจากโรคงูสวัดด้วย
แม้การฉีดวัคซีนจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่มีข้อจำกัดในบุคคลในกลุ่มต่อไปนี้ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเข้ารับบริการ:
- ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง (ไม่ควรฉีดวัคซีนชนิด zoster vaccine live)
- ผู้ที่มีประวัติแพ้รุนแรงต่อส่วนประกอบตัวใดตัวหนึ่งของวัคซีน
- ผู้ที่เป็นโรคงูสวัดอยู่ในปัจจุบัน
- หญิงตั้งครรภ์
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคงูสวัด
ถาม: อาการข้างเคียงอะไรบ้างที่อาจพบได้หลังจากฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด?
ตอบ: อาการข้างเคียงที่พบได้บ่อยหลังจากฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด คือ อาการปวด แดง หรือบวมในบริเวณที่ฉีดวัคซีน ส่วนอาการข้างเคียงอื่นๆ ที่อาจพบได้ ได้แก่ อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ ตัวสั่น มีไข้ ปวดท้อง และคลื่นไส้
ถาม: ผู้ที่มีประวัติเป็นโรคงูสวัดมาก่อน ควรรอนานเท่าไหร่จึงจะสามารถฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดได้?
ตอบ: ในกรณีที่เคยเป็นโรคงูสวัดมาก่อน สามารถให้วัคซีนป้องกันโรคงูสวัดได้ โดยให้เว้นระยะห่างหลังจากเป็นโรคงูสวัดอย่างน้อย 3-6 เดือน สำหรับวัคซีนชนิด recombinant zoster vaccine สามารถให้ได้ครบทั้ง 2 เข็มตามคำแนะนำ
ถาม: หากเคยฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดชนิดเชื้อเป็น (zoster vaccine live) มาก่อน ควรรอนานเท่าไหร่จึงจะสามารถฉีดวัคซีนชนิดรีคอมบิแนนท์ (recombinant zoster vaccine) ได้?
ตอบ: ในกรณีที่เคยฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดชนิด zoster vaccine live มาก่อน สามารถฉีด recombinant zoster vaccine ได้ โดยฉีด recombinant zoster vaccine 2 เข็ม และเว้นห่างจาก zoster vaccine live อย่างน้อย 2 เดือน
ถาม: วัคซีนงูสวัดมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง?
ตอบ: อาจมีอาการปวด บวม แดงบริเวณที่ฉีด รวมถึงอ่อนเพลียหรือมีไข้เล็กน้อย
ถาม: เคยเป็นงูสวัดแล้ว ฉีดวัคซีนได้ไหม?
ตอบ: สามารถฉีดได้ โดยควรเว้นระยะอย่างน้อย 3–6 เดือน
ถาม: วัคซีนชนิดรีคอมบิแนนท์ต่างจากชนิดเชื้อเป็นอย่างไร?
ตอบ: วัคซีน RZV มีประสิทธิภาพสูงกว่าและไม่ใช้เชื้อเป็น
References;
- Janniger c., et al Herpes Zoster: Practice Essentials, Background, Pathophysiology [Internet]. Emedicine.medscape.com. 202. Available from: https://emedicine.medscape.com/article/1132465-overview [Assessed 5 Mar 2026]
- Centers for Disease Control and Prevention. Shingles (Herpes Zoster). Available from: https://www.cdc.gov/shingles/hcp/clinical-overview/?CDC_AAref_Val=https://www.cdc.gov/shingles/hcp/clinical-overview.html [Assessed 5 Mar 2026].
- The Immunization Action Coalition. Recombinant Zoster (Shingles) Vaccine: What You Need to Know. Available from: https://www.immunize.org/wp-content/uploads/vis/zoster_recombinant.pdf [Assessed Assessed 5 Mar 2026]
- Centers for Disease Control and Prevention. Update on recommendations for use of herpes zoster vaccine." MMWR. Morbidity and mortality weekly report (2014). Available from: https://www.cdc.gov/mmwr/preview/mmwrhtml/mm6333a3.htm [Assesses 1 September 2023]
- Centers for Disease Control and Prevention. Recommendations of the Advisory Committee on Immunization Practices for Use of Herpes Zoster Vaccines. MMWR. Morbidity and mortality weekly report (2018). Available from: https://www.cdc.gov/mmwr/volumes/67/wr/mm6703a5.htm [Assesses 1 September 2023]
- Shingrix® [package insert]. GlaxoSmithKline; 2023. Available from: https://www.fda.gov/media/108597/download?attachment [Assesses 1 September 2023]
- Shingrix. GlaxoSmithKline; 2025. Available from: https://www.shingrix.com/shingrix-faqs/ [Assesses 5 Mar 2026]
- Infectious Disease Association of Thailand. Recommended Adult and Elderly Immunization Schedule 2023. [Internet] Available from: https://idthai.org/2015/files_upload/files/Recommended%20Adult%20and%20Elderly%20Immunization%20Schedule%202025%20Web.pdf [Assesses 5 Mar 2026]
รายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ:
แก้ไขล่าสุด: 10 เมษายน 2569