RSV คืออะไร?
Respiratory syncytial virus (RSV) เป็นไวรัสชนิดมีเปลือกหุ้มที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อบริเวณทางเดินหายใจ ร่างกายจะมีการสร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัส RSV หลังจากติดเชื้อ แต่ภูมิคุ้มกันนี้ไม่ได้อยู่ตลอดชีวิต จึงทำให้เราสามารถติดเชื้อไวรัส RSV ซ้ำได้หลายครั้ง
เมื่อติดเชื้อไวรัส RSV แล้วจะมีอาการเป็นอย่างไร?
ผู้ที่ติดเชื้อไวรัส RSV มักแสดงอาการภายใน 2-8 วันหลังได้รับเชื้อ โดยจะมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา เช่น ไข้ ไอ จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล แต่หากเชื้อไวรัส RSV ลุกลามลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง อาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา เช่น หลอดลมฝอยอักเสบหรือปอดอักเสบ ในกรณีที่ติดเชื้อขั้นรุนแรง ผู้ป่วยอาจมีอาการหายใจหอบเหนื่อย เสียงหายใจดังวี้ด ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเขียว ซึ่งจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน เพราะอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
เชื้อไวรัส RSV สามารถติดต่อได้ทางใดบ้าง?
เชื้อไวรัส RSV นั้นสามารถติดต่อได้ผ่านทางสารคัดหลั่งต่างๆ ในร่างกาย เช่น น้ำมูก น้ำลาย ละอองจากการไอหรือจามของผู้ป่วย หรือผ่านทางการสัมผัสบริเวณที่มีเชื้อ เช่น ของเล่น ลูกบิดประตู โต๊ะ เก้าอี้ เป็นต้น ซึ่งเชื้อไวรัส RSV สามารถมีชีวิตอยู่บนสิ่งของต่างๆ ได้นานหลายชั่วโมง
ใครบ้างที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส RSV?
- เด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนด (ก่อนครบ 35 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์)
- เด็กแรกเกิดอายุน้อยกว่า 1 ปี
- เด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ที่มีปัญหาเกี่ยวกับปอดหรือหัวใจ
- ผู้สูงอายุ
- ผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรังหรือโรคหัวใจ
- ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
- ผู้ที่มีความบกพร่องทางภูมิคุ้มกัน เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัด
เราสามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ได้อย่างไร?
ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาการติดเชื้อไวรัส RSV แบบเฉพาะทาง มีแต่การรักษาแบบประคับประคองตามอาการเท่านั้น ดังนั้น การป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก โดยเราสามารถป้องกันได้ด้วยการดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงการสัมผัสและใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อ หมั่นล้างมือก่อนและหลังสัมผัสสิ่งของต่างๆ และดูแลรักษาข้าวของเครื่องใช้ เช่น ของเล่น เสื้อผ้า ชุดเครื่องนอน ให้สะอาดอยู่เสมอ นอกจากนี้ ยังมียาและวัคซีนสำหรับฉีดป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ในบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อในช่วงฤดูกาลการแพร่ระบาดของไวรัส RSV อีกด้วย
1. โมโนโคลนอลแอนติบอดี ยาฉีดป้องกันสำหรับเด็กกลุ่มเสี่ยง
1.1 “พาลิวิซูแมบ (Palivizumab)” เป็นยาประเภทโมโนโคลนอลแอนติบอดี (monoclonal antibody) ที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้ฉีดป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ในเด็กกลุ่มที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส RSV ซึ่งได้แก่
- ทารกที่คลอดก่อนกำหนด (อายุครรภ์น้อยกว่าหรือเท่ากับ 35 สัปดาห์) ที่มีอายุต่ำกว่า 6 เดือน
- เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ที่มีโรคปอดเรื้อรัง (bronchopulmonary dysplasia; BPD / chronic lung disease of prematurity; CLDP) ที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาในช่วง 6 เดือนก่อนหน้า
- เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดที่มีผลกระทบต่อระบบไหลเวียนโลหิตอย่างมีนัยสำคัญ (haemodynamically significant congenital heart disease; HS-CSD)
โดยยานี้สามารถลดความเสี่ยงในการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ลดระยะเวลาการเข้ารับการรักษา ลดโอกาสการเข้ารับการรักษาตัวในหออภิบาลผู้ป่วยเด็กวิกฤต และลดความรุนแรงของการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจส่วนล่างในระหว่างช่วงฤดูกาลที่มีการระบาดของโรคได้
ยาพาลิวิซูแมบต้องฉีดอย่างไร?
การฉีดยาพาลิวิซูแมบจะขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของเด็ก ขนาดยาที่แนะนำคือ 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ แนะนำให้เริ่มฉีดก่อนช่วงการระบาดของเชื้อไวรัส RSV และ
ฉีดต่อเนื่องเดือนละ 1 ครั้ง เป็นระยะเวลารวมทั้งหมด 5 เดือน (5 เข็ม) ในระหว่างช่วงฤดูกาลการแพร่ระบาดเชื้อไวรัส RSV
ประสิทธิภาพของยาพาลิวิซูแมบเป็นอย่างไร?
ยาพาลิวิซูแมบมีประสิทธิภาพในการลดอัตราการเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเนื่องจากติดเชื้อไวรัส RSV ในกลุ่มเด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนด (ก่อนครบ 35 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์) ได้ 78% และในกลุ่มเด็กที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง (BPD) ได้ 39% นอกจากนี้ ยาพาลิวิซูแมบยังมีประสิทธิภาพในการลดอัตราการเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเนื่องจากติดเชื้อไวรัส RSV ในกลุ่มเด็กทารกและเด็กเล็กที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดที่มีผลกระทบต่อระบบไหลเวียนโลหิตอย่างมีนัยสำคัญ (HS-CSD) ได้ถึง 45%
อาการข้างเคียงใดบ้างที่สามารถพบได้หลังจากฉีดยาพาลิวิซูแมบ?
อาการข้างเคียงที่พบได้บ่อย ได้แก่ มีไข้ เป็นผื่น และปวด บวม แดงบริเวณที่ฉีด
1.2 “เนอร์ซีวิแมบ (Nirsevimab)” เป็นยาในกลุ่มโมโนโคลนอลแอนติบอดี (monoclonal antibody) ได้รับการอนุมัติให้ใช้สำหรับการป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ในช่วงการระบาดของโรคในเด็ก
- ทารกแรกเกิดและทารก ในช่วงการระบาดของโรคในฤดูกาลปีแรกที่ทารกเผชิญ
- เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ที่ยังคงมีความเสี่ยงติดเชื้อไวรัส RSV ในช่วงการระบาดของโรคปีที่สองที่เด็กเผชิญ
ยาเนอร์ซีวิแมบต้องฉีดอย่างไร?
การฉีดยาเนอร์ซีวิแมบ บริหารยาโดยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ครั้งเดียว โดยขนาดยาขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของเด็ก ดังนี้
- น้ำหนักทารกต่ำกว่า 5 กิโลกรัม ขนาดยาฉีด 50 mg
- น้ำหนักทารกตั้งแต่ 5 กิโลกรัมขึ้นไป ขนาดยาฉีด 100 mg
- ขนาดยาแนะนำสำหรับเด็กที่ยังคงมีความเสี่ยง คือ 200 mg
โดยยานี้ควรฉีดก่อนเข้าสู่ช่วงการระบาดของโรคติดเชื้อ RSV หากทารกคลอดในช่วงการระบาดควรฉีดยาหลังคลอดเลย โดยยานี้สามารถให้ในช่วงเดียวกับวัคซีนตัวอื่นๆ ได้
ประสิทธิภาพของยาเนอร์ซีวิแมบเป็นอย่างไร?
ยาเนอร์ซีวิแมบสามารถป้องกันการติดเชื้อ RSV ได้ยาวนานถึง 5 เดือน ซึ่งครอบคลุมระยะเวลาของการแพร่ระบาด มีประสิทธิภาพในการลดโอกาสในการติดเชื้อโรค RSV ได้ถึง 79.5%, ลดความเสี่ยงในการเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลจากโรค RSV ในช่วงขวบปีแรก, ลดอัตราการเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลจากการติดเชื้อในปอดได้มากถึง 83.2%, นอกจากนี้ลดความรุนแรงของโรคลดระยะเวลาการรักษาตัวในโรงพยาบาล และลดโอกาสการเข้ารับการรักษาตัวในไอซียู 75.3%
อาการข้างเคียงใดบ้างที่สามารถพบได้หลังจากฉีดยาเนอร์ซีวิแมบ?
อาการข้างเคียงที่พบได้บ่อย ได้แก่ มีไข้ เป็นผื่น และปวด บวม แดงบริเวณที่ฉีด
2. วัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV
วัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ที่มีจำหน่ายในประเทศไทยขณะนี้มีด้วยกัน 2 ชนิด:
2.1 วัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ชนิด recombinant adjuvanted (RSV recombinant adjuvanted vaccine)
วัคซีนชนิดนี้ใช้สำหรับกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันโรคทางเดินหายใจส่วนล่าง (lower respiratory tract disease; LRTD) ที่มีสาเหตุมาจากไวรัส RSV ในผู้ใหญ่ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้ใหญ่ที่มีอายุระหว่าง 50 ถึง 59 ปี ที่มีความเสี่ยงต่อโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส RSV
วัคซีนนี้ต้องฉีดอย่างไร?
แนะนำให้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ครั้งละ 1 เข็ม โดยฉีดเพียงครั้งเดียว
ประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ชนิด recombinant adjuvanted เป็นอย่างไร?
วัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ชนิด recombinant adjuvanted มีประสิทธิภาพสูงถึง 82.6% ในการป้องกันโรคทางเดินหายใจส่วนล่างที่เกิดจากเชื้อไวรัส RSV ในผู้ใหญ่ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ส่วนในผู้ใหญ่ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่มีโรคร่วมดังต่อไปนี้อย่างน้อย 1 โรค ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหืด โรคทางเดินหายใจ/ปอดเรื้อรัง ภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง โรคเบาหวาน โรคตับหรือโรคไตเรื้อรัง พบว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคทางเดินหายใจส่วนล่างที่เกิดจากเชื้อไวรัส RSV ได้สูงถึง 94.6%
อาการข้างเคียงใดบ้างที่สามารถพบได้หลังจากฉีดวัคซีน?
อาการข้างเคียงที่พบได้บ่อย ได้แก่ ปวดบริเวณที่ฉีด อ่อนล้า ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ และปวดข้อ ซึ่งมักมีความรุนแรงเล็กน้อย และหายไปภายใน 2-3 วัน หลังฉีดวัคซีน
2.2 วัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ชนิด bivalent recombinant (RSV bivalent recombinant vaccine)
วัคซีนชนิดนี้ใช้สำหรับกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันโรคทางเดินหายใจส่วนล่างที่มีสาเหตุมาจากไวรัส RSV ในผู้ใหญ่ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ วัคซีนชนิดนี้ยังสามารถให้ในหญิงตั้งครรภ์ในช่วงอายุครรภ์ 24 ถึง 36 สัปดาห์ เพื่อป้องกันโรคทางเดินหายใจส่วนล่าง (lower respiratory tract disease; LRTD) ที่มีสาเหตุมาจากไวรัส RSV ในทารกในครรภ์ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 6 เดือน
วัคซีนนี้ต้องฉีดอย่างไร?
แนะนำให้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ครั้งละ 1 เข็ม โดยฉีดเพียงครั้งเดียว
ประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ชนิด bivalent recombinant เป็นอย่างไร?
ผู้ใหญ่ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
ในกลุ่มผู้ใหญ่ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป พบว่าวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ชนิด bivalent recombinant มีประสิทธิภาพดีในการป้องกันโรคทางเดินหายใจส่วนล่างที่เกิดจากเชื้อไวรัส RSV โดยสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคทางเดินหายใจส่วนล่างที่เกิดจากเชื้อไวรัส RSV ที่มีอาการเกี่ยวกับทางเดินหายใจตั้งแต่ 3 อาการขึ้นไป ได้ 86% และสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคทางเดินหายใจส่วนล่างที่เกิดจากเชื้อไวรัส RSV ที่มีอาการเกี่ยวกับทางเดินหายใจตั้งแต่ 2 อาการขึ้นไป ได้ 67%
(อาการเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ได้แก่ ไอ หายใจมีเสียงหวีด มีเสมหะ หายใจลำบาก หายใจเร็ว)
ทารกตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 6 เดือน
วัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ชนิด bivalent recombinant มีประสิทธิภาพในการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคทางเดินหายใจส่วนล่างระดับรุนแรงที่เกิดจากเชื้อไวรัส RSV
ในทารกที่มารดาได้รับการฉีดวัคซีนในระหว่างตั้งครรภ์ สูงถึง 82% ในช่วงอายุ 3 เดือน และ 69% ในช่วงอายุ 6 เดือน นอกจากนี้ วัคซีนยังมีประสิทธิภาพในการลดการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของทารกจากโรคทางเดินหายใจส่วนล่างที่เกิดจากเชื้อไวรัส RSV อีกด้วย โดยสามารถลดการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของทารกในช่วงอายุ 3 เดือน ได้ 68% และทารกในช่วงอายุ 6 เดือน ได้ 57%
อาการข้างเคียงใดบ้างที่สามารถพบได้หลังจากฉีดวัคซีน?
ผู้ใหญ่ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
อาการข้างเคียงที่พบได้บ่อย ได้แก่ ปวดบริเวณที่ฉีด อ่อนล้า ปวดกล้ามเนื้อ และปวดศีรษะ ซึ่งมักมีความรุนแรงเล็กน้อยถึงปานกลาง และหายไปภายใน 1-2 วัน หลังจากที่เริ่มมีอาการ
หญิงตั้งครรภ์
อาการข้างเคียงที่พบได้บ่อย ได้แก่ ปวดบริเวณที่ฉีด ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ และคลื่นไส้ ซึ่งมักมีความรุนแรงเล็กน้อยถึงปานกลาง และหายไปภายใน 2-3 วัน หลังจากที่เริ่มมีอาการ
หากท่านต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์ข้อมูลยาโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ตลอด 24 ชั่วโมง
รายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ:
แก้ไขล่าสุด: 30 พฤษภาคม 2568