bih.button.backtotop.text

อาหารคีโตเจนิค ทางเลือกรักษา “โรคลมชัก” ที่ไม่ใช้ยา

อาหารคีโตเจนิค ทางเลือกรักษา “โรคลมชัก” ที่ไม่ใช้ยา 

โรคชัก (Epilepsy) เป็นภาวะผิดปกติของสมองที่ส่งผลต่อพัฒนาการ สติปัญญา ความจำและคุณภาพชีวิตของเด็ก การรักษาหลักที่ใช้กันโดยทั่วไป คือ การใช้ยากันชัก ซึ่งสามารถควบคุมอาการชักได้ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามผู้ป่วยประมาณ 1 ใน 3 (~30%) จะไม่ตอบสนองต่อยา ทำให้ต้องกินยาหลายตัวร่วมกัน ซึ่งมักจะส่งผลให้สมองทำงานช้าลง คิดช้า ตอบสนองช้า และอาจมีผลต่อสติปัญญาและพัฒนาการ นอกจากนั้นยังอาจส่งผลเสียต่ออวัยวะต่างๆ เช่น ตับ ไต กระดูกและการเจริญเติบโต

โดยทั่วไป การรักษาโรคชักส่วนใหญ่เริ่มต้นด้วยยากันชักเป็นลำดับแรก เนื่องจากมีความสะดวกและมีประสิทธิภาพ  แต่การใช้ยานั้นยังมีข้อจำกัดจากผลข้างเคียงและประสิทธิภาพ ดังนั้นการรักษาโดยไม่ใช้ยาเช่น การผ่าตัด หรือการใช้อาหารจึงมีบทบาทสำคัญมากในการดูแลผู้ป่วยโรคชัก

อาหารที่ใช้ในการรักษาโรคชักคืออาหารคีโตเจนิค (Ketogenic Diets) ซึ่งทางการแพทย์ได้ใช้ในการรักษาโรคชักมามากกว่าร้อยปีแล้ว และมีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์และงานวิจัยมากมายทั่วโลกยืนยันถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการรักษานี้

 

 

การรักษาโดยอาหารคีโตเจนิคคืออะไร (What is the ketogenic diet therapy?)

อาหารคีโตเจนิค (Ketogenic Diets) คืออาหารทางการแแพทย์ที่มีจัดสัดส่วนให้มีสัดส่วนของ ไขมันสูง (High Fat) คาร์โบไฮเดรตต่ำ (Low Carbohydrate - น้ำตาลและแป้งต่ำ) และ โปรตีนในปริมาณที่เพียงพอ (Moderate protein) ซึ่งจะทำให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะทางทำงานหรือเมตาบอลิซึมที่มีระดับคีโตนในเลือดสูงหรือเรียกว่า คีโตซิส (Ketosis)

คีโตซิส (Ketosis) เป็นภาวะที่สืบเนื่องมาจากร่างกายเปลี่ยนจากการใช้กลูโคส (น้ำตาล/คาร์โบไฮเดรต) เป็นพลังงานหลัก ไปเป็นการดึงไขมันมาเผาผลาญเป็นพลังงานแทน ซึ่งจะได้สารที่เรียกว่า คีโตนบอดีส์ (Ketone bodies) ออกมาใช้เป็นพลังงานสำหรับสมองและร่างกาย และในการเข้าถึงขบวนการนี้เองสามารถช่วยลดอาการชักหรือหยุดชักได้
 

ทำไมอาหารคีโตเจนิคจึงช่วยลดหรือหยุดอาการชักได้ (How does the ketogenic diet therapy stop seizures?)
 

การรักษาโดยอาหารคีโตเจนิค (ketogenic diet therapy) ทำให้ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงของเมทาบอลิซึมอย่างยิ่งยวด และภาวะการณ์เปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลต่อระบบและกระบวนการมากมาย (multi-mechanisms) ที่ทำให้หยุดชักได้ ยกตัวอย่างเช่น

  • ปรับเปลี่ยนสารเคมีในสมอง (Alteration of the neurotransmitters): เมื่อร่างกายเข้าสู่ภาวะคีโตซิสสารเคมีในสมองที่กระตุ้นสมอง (excitatory neurotransmitters) จะลดลง และสารเคมีที่ช่วยให้สมองสงบขึ้น (inhibitory neurotransmitters) จะเพิ่มขึ้นซึ่งส่งผลช่วยปรับสมดุลของสมองในผู้ป่วยโรคชัก
  • เพิ่มพลังงานในสมอง (Enhanced brain energy metabolisms): การรักษาโดยอาหารคีโตเจนิคช่วยเพิ่มและส่งเสริมการทำงานของไมโทคอนเดรีย (Increased mitochondrial biogenesis and energy production) ซึ่งทำหน้าที่หลักในการผลิตพลังงานให้กับเซลล์สมองซึ่งส่งผลให้สมองทำงานได้แข็งแรงมากขึ้น (Increased brain resiliency)
  • ลดการอักเสบในสมอง (Decreased inflammation): การวิจัยทางการแพทย์พบว่าในสมองของผู้ป่วยโรคชักมีภาวะอักเสบเรื้อรัง (chronic inflammation) ประกอบอยู่ด้วย ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การชักเกิดขึ้นและดำเนินต่อไป อาหารคีโตเจนิคช่วยลดการอักเสบของสมอง โดยยับยั้งกระบวนการอักเสบและสารก่อการอักเสบ (decreased inflammasome)
  • ป้องกันการสูญเสียเซลล์สมอง (Possible neuroprotection against neuronal loss) การทดลองทั้งในสัตว์ทดลองและในมนุษย์พบว่า การรักษาโดยอาหารคีโตเจนิคอาจช่วยป้องกันการสูญเสียเซลล์สมองในผู้ป่วยโรคชักได้
  • การเปลี่ยนแปลงระยะยาวของสมองในระดับเหนือพันธุกรรม (Epigenetic change) ผลงานวิจัยพบว่าการใช้อาหารคีโตเจนิคในระยะยาว (long-term use) ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงการแสดงออกของยีนบางตัว (change in gene expression) โดยไม่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของยีนหรือดีเอ็นเอ (epigenetic change) ซึ่งอาจนำไปสู่การหยุดชักได้อย่างถาวรแม้เมื่อหยุดอาหารคีโตเจนิคไปแล้ว (sustained seizure freedom)


อาหารคีโตเจนิค มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคลมชักได้มากน้อยเพียงใด (How well does the ketogenic diet therapy work?)

เนื่องจากโรคชักของผู้ป่วยแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน การตอบสนองต่อการรักษาก็แตกต่างกันด้วย อย่างไรก็ตามจากการศึกษาในผู้ป่วยโรคชักที่ไม่ตอบสนองต่อยา (drug-resistant epilepsy) และสามารถปฏิบัติตามแผนอาหารคีโตเจนิคจนร่างกายเข้าสู่ภาวะคีโตซิสได้ พบว่าผู้ป่วย 6 ใน 10 คน (60%) จะมีความถี่ของการชักลดลงมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ (more than 50% seizure reduction) และ 2 ใน 6 คนนั้น มีโอกาสหยุดอาการชักได้เลย 100 เปอร์เซ็นต์ (complete seizure freedom) และสามารถหยุดยากันชักได้ และอีก 2 ใน 6 คน ความถี่ของการชักลดลงมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ 
นอกจากนี้การวิจัยยังพบว่า ผู้ป่วยที่ตอบสนองต่ออาหารคีโตเจนิคดีจนถึงจุดที่ไม่ชักเลย และกินอาหารคีโตเจนิคอย่างต่อเนื่องประมาณ 2 ปี เมื่อหยุดอาหารและกลับไปกินอาหารปกติ พบว่า 75-80 เปอร์เซ็นต์ไม่กลับมามีอาการชักอีก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ในระยะยาวของอาหารคีโตเจนิค (sustained seizure freedom)


ใครควรจะพิจารณาใช้อาหารคีโตเจนิคในการรักษาโรคชัก (Who would benefit from the ketogenic diet therapy?)

ผู้ป่วยโรคชักโดยส่วนใหญ่สามารถและควรจะพิจารณาการรักษาโดยใช้อาหารคีโตเจนิค โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ต้องใช้ยามากกว่า 2 ชนิดและยังมีอาการชักอยู่ (drug-resistant epilepsy) 
นอกจากนี้ในโรคชักบางประเภท จากการศึกษาพบว่าจะตอบสนองต่ออาหารคีโตเจนิคดีเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งควรจะได้รับพิจารณารักษาโดยอาหารคีโตเจนิคอย่างยิ่ง ได้แก่
  • กลุ่มโรคกลูโคสทรานสปอร์ตเตอร์ 1 (Glucose Transporter 1 Deficiency Syndrome)
  • กลุ่มโรคขาดเอนไซม์ไพรูเวทดีไฮโดรจิเนส (Pyruvate dehydrogenase deficiency syndrome)
  • โรคชักแบบไมโอคลอนิก-เอะทอนิก (Epilepsy with Myoclonic-Atonic seizure or Doose syndrome)
  • กลุ่มโรคอินแฟนไทล์สปาสซึ่ม (Infantile Epileptic Spasms Syndrome)
  • Developmental and Epileptic Encephalopathy (DEE)
  • โรคชักในเด็กทารก (Infants with epilepsy)
  • โรคชักจากความผิดปกติทางพันธุกรรม (Epilepsy due to a genetic disorder)


อาหารคีโตเจนิคหลักที่ใช้ในการรักษาโรคชักมีกี่ประเภท (Main types of the ketogenic diets)

อาหารคีโตเจนิคแท้ (the diets that usually induce ketosis) อย่างน้อยแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่
ประเภทของอาหารคีโตเจนิค หลักการสำคัญ ลักษณะเด่น
อาหารคีโตเจนิคแบบคลาสสิก
(Classic Ketogenic Diet)
อัตราส่วนไขมันต่อคาร์โบไฮเดรตบวกโปรตีนโดยปกติ 3:1 หรือ 4:1 เข้มงวด ต้องชั่งตวงวัดอย่างแม่นยำ ทุกเมนูต้องมาจากนักกำหนดอาหารผู้ชำนาญการ เข้าสู่ภาวะคีโตซิสได้เร็วที่สุด และเชื่อว่ามีประสิทธิภาพมากที่สุด
อาหารมอดดิไฟด์แอ็ทกิ้น
(Modified Atkin’s Diet)
ปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำ ต้องกินไขมันมากขึ้น กินโปรตีนได้ปกติ ไม่กำหนดพลังงานรวม ยืดหยุ่นกว่า กินไขมันให้มาก เน้นการนับคาร์โบไฮเดรตซึ่งต้องอยู่ในขอบเขตที่กำหนดโดยนักกำหนดอาหารผู้ชำนาญการ
อาหารคีโตเจนิคแบบเน้นไขมันที่มีโมเลกุลขนาดกลาง
(Medium Chain Triglyceride Diet)
เน้นไขมันที่มีโมเลกุลขนาดกลาง (Medium chain triglyceride) เพราะสามารถเปลี่ยนเป็นคีโตนบอดีส์ได้เร็วและมากที่สุด ไขมันปริมาณมากแต่ส่วนใหญ่ต้องเป็นไขมันที่มีโมเลกุลขนาดกลาง อนุญาตคาร์โบไฮเดรตได้มากกว่าประเภทอื่น
 


เมื่อท่านจะพิจารณาการรักษาโดยใช้อาหารคีโตเจนิค (When you consider the ketogenic diet therapy…)

การรักษาโรคชักด้วยอาหารคีโตเจนิค ต้องอยู่ในมือของทีมสหสาขาวิชาชีพผู้ชำนาญเฉพาะทางเท่านั้น (multidisciplinary team approach) อาหารคีโตเจนิคที่ใช้ในการรักษาโรคชัก ไม่ใช่อาหารคีโตเจนิคที่ใช้ลดน้ำหนัก ที่สามารถทำเองที่บ้านได้โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และนักกำหนดอาหาร เนื่องจากอาหารคีโตเจนิคที่ใช้ในการรักษาโรคชักอาจมีผลข้างเคียงเฉพาะตัวที่ต้องเผ้าระวังอย่างใกล้ชิด เช่น การเกิดนิ่วในไตในระยะยาว ภาวะขาดวิตามินบางตัว ภาวะได้รับสารอาหารไม่ครบ และอื่นๆ

การทำงานร่วมกันของแพทย์ด้านสมองที่มีความชำนาญด้านการรักษาโรคชักและการรักษาด้วยอาหารคีโตเจนิค (ketogenic diet-trained epileptologist) และทีมสหสาขาวิชาชีพ โดยเฉพาะนักกำหนดอาหาร (specialist ketogenic dietitian) เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเพื่อให้แน่ใจว่าการรักษาด้วยอาหารคีโตเจนิคเป็นไปอย่างถูกต้อง ปลอดภัยและให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แก่ผู้ป่วย

ส่วนใหญ่แล้ว ผู้ป่วยที่เข้าสู่การรักษาด้วยอาหารคีโตเจนิคมักเป็นผู้ที่ใช้ยากันชักมาก่อนแล้ว ดังนั้นจึงใช้อาหารคีโตเจนิคจึงควบคู่ไปกับยา เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการควบคุมการชัก เมื่ออาการดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณาปรับลด หรือหยุดยาลงได้
การรักษาโดยใช้อาหารคีโตเจนิคสามารถใช้ได้ในทุกกลุ่มอายุตั้งแต่แรกเกิดจนผู้สูงอายุ หากท่านกำลังพิจารณาเลือกการรักษาด้วยอาหารคีโตเจนิคเพื่อใช้ร่วมกับการรักษาอื่นๆอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ โปรดปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคชัก (epileptologist) เพื่อให้มั่นใจได้ว่าท่านและครอบครัวจะได้รับการดูแลที่ได้มาตรฐานและมีความปลอดภัยสูงสุด


บทความโดย
นพ. ฉลองชัย พิษณุวงษ์, FAAP, FAES
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กรุงเทพมหานคร





 
รายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ:

แก้ไขล่าสุด: 02 กุมภาพันธ์ 2569

แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง

Related Health Blogs