bih.button.backtotop.text

อาหารคีโตเจนิค ทางเลือกรักษา “โรคลมชัก” ที่ไม่ใช้ยา

อาหารคีโตเจนิค ทางเลือกรักษา “โรคลมชัก” ที่ไม่ใช้ยา 

การใช้ยากันชัก นอกจากส่งผลเสียต่ออวัยวะต่างๆ เช่น ตับ ไตแล้ว ยังทำให้สมองทำงานช้า คิดช้าและตอบสนองช้าได้ โดยทั่วไป การรักษาโรคลมชักส่วนใหญ่เริ่มต้นด้วยยากันชักเป็นลำดับแรก เนื่องจากมีความสะดวกและมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม การใช้ยายังมีข้อจำกัด ดังนั้นการใช้อาหารคีโตเจนิคจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการจัดการโรคลมชัก 

 

อาหารคีโตเจนิคคืออะไร 

อาหารคีโตเจนิค คือการรับประทานอาหารที่มีสัดส่วนของ ไขมันสูงมาก (High Fat) คาร์โบไฮเดรตต่ำ (Low Carb - น้ำตาลและแป้งต่ำ) และ โปรตีนในปริมาณที่เพียงพอ ซึ่งจะทำให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะทางเมตาบอลิซึมที่มีระดับคีโตนในเลือดหรือปัสสาวะสูงเรียกว่า คีโตซิส (Ketosis) 

คีโตซิส เป็นภาวะที่ร่างกายเปลี่ยนจากการใช้กลูโคส (น้ำตาล/คาร์โบไฮเดรต) ซึ่งเป็นพลังงานหลัก ไปเป็นการดึงไขมันมาเผาผลาญแทน ซึ่งจะได้สารที่เรียกว่า คีโตนบอดีส์ (Ketone Bodies) ออกมาใช้เป็นพลังงานสำหรับสมอง 

 

ทำไมอาหารคีโตเจนิคจึงช่วยลดหรือหยุดอาการชักได้ 

  • เปลี่ยนสารเคมีในสมอง: ทำให้สมองมีความแข็งแรงและทนทานต่อการกระตุ้นที่ทำให้เกิดการชักได้มากขึ้น  
  • เพิ่มพลังงานในสมอง: ทำให้ไมโทคอนเดรีย (Mitochondria) ซึ่งทำหน้าที่ผลิตพลังงานให้กับเซลล์ ผลิตพลังงานให้กับเซลล์สมองมากขึ้น ซึ่งช่วยยับยั้งการชักได้ 
  • ลดการอักเสบในสมอง: ช่วยลดภาวะการอักเสบในสมอง ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นให้เกิดการชัก 
  • มีการเปลี่ยนแปลงในระดับ Epigenetic: ผลงานวิจัยพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงการแสดงออกของยีนบางตัว (Gene Expression) โดยไม่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของดีเอ็นเอ ซึ่งอาจนำไปสู่การหยุดชักได้อย่างถาวร 
 

เมื่อไหร่จึงควรใช้อาหารคีโตเจนิคในการรักษาโรคลมชัก 

โดยทั่วไป การรักษาโรคลมชักส่วนใหญ่เริ่มต้นด้วยยากันชักเป็นลำดับแรก เนื่องจากมีความสะดวกและมีประสิทธิภาพ การใช้อาหารคีโตเจนิค สามารถช่วยเสริมประสิทธิภาพของการรักษาด้วยวิธีการอื่นๆและสำหรับผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดในการใช้ยา ดังนี้ 
  • โรคลมชักที่รักษาด้วยยาแล้วไม่ได้ผล: ผู้ป่วยโรคลมชักที่ไม่ตอบสนองต่อยาหรือมีโรคทางพันธุกรรมบางชนิด เช่น Glucose Transporter Deficiency Type 1 หรือ Dihydropteridine Reductase Deficiency ที่ต้องใช้อาหารคีโตเจนิคเป็นวิธีการรักษาหลักเพียงอย่างเดียว  
  • การรักษาแบบคู่ขนาน: ส่วนใหญ่แล้ว ผู้ป่วยที่เข้าสู่การรักษาด้วยอาหารคีโตเจนิคมักเป็นผู้ที่ใช้ยากันชักมาก่อนแล้ว ดังนั้นจึงใช้อาหารคีโตเจนิคควบคู่ไปกับยา เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการควบคุมการชัก เมื่ออาการดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณาปรับลดยาลงได้ 



อาหารคีโตเจนิคที่ใช้ในการรักษาโรคลมชักมีกี่ประเภท 

อาหารคีโตเจนิคแบ่งออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ 

ประเภทของอาหารคีโตเจนิค 

หลักการสำคัญ 

ลักษณะเด่น 

อาหารคีโตเจนิคแบบคลาสสิก (Classic Ketogenic Diet) 

อัตราส่วนไขมันต่อคาร์โบไฮเดรตกับโปรตีน 3:1 หรือ 4:1 

เข้มงวดและทำได้ยากที่สุด ต้องชั่งตวงวัดอย่างแม่นยำ เข้าสู่ภาวะคีโตซิสได้เร็วที่สุด 

Modified Atkin’s Diet 

ปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำ ต้องกินไขมันมากขึ้น กินโปรตีนได้เต็มที่ ไม่กำหนดพลังงาน 

ยืดหยุ่นกว่า กินไขมันให้มากขึ้น เน้นการนับคาร์โบไฮเดรต 

Medium Chain Triglyceride Diet 

เน้นไขมันที่มีโมเลกุลขนาดกลาง เพราะสามารถเปลี่ยนเป็นคีโตนบอดีส์ได้เร็วที่สุด 

กินไขมันปริมาณไม่มากเท่าไหร่ก็สามารถเข้าสู่ภาวะคีโตซิสได้เร็ว กินคาร์โบไฮเดรตได้มากกว่าเดิม 

Low Glycemic Index Therapy 

กินคาร์โบไฮเดรตได้มากขึ้น แต่ต้องเป็นชนิดที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low Glycemic) 

เน้นการกินคาร์โบไฮเดรตที่เปลี่ยนเป็นน้ำตาลช้า 

 

อาหารคีโตเจนิค มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคลมชักได้มากน้อยเพียงใด 

จากการศึกษาในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อยาและสามารถปฏิบัติตามแผนอาหารคีโตเจนิคจนร่างกายเข้าสู่ภาวะคีโตซิสได้ พบว่า 6 ใน 10 คน มีความถี่ของการชักลดลงมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ โดย 2 ใน 6 คนนั้น หยุดอาการชักเลย 100 เปอร์เซ็นต์ และสามารถหยุดยาทุกตัวได้ โดยใช้อาหารคีโตเจนิคเพียงอย่างเดียว และอีก 2 ใน 6 คน ความถี่ของการชักลดลงมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ส่วน 2 คนที่เหลือความถี่ของการชักลดลง 50 ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ 

นอกจากนี้การวิจัยยังพบว่า ผู้ป่วยที่ตอบสนองต่ออาหารคีโตเจนิคดี และกินอาหารคีโตเจนิคอย่างต่อเนื่องประมาณ 2 ปี เมื่อหยุดอาหารและกลับไปกินอาหารปกติ พบว่า 80 เปอร์เซ็นต์ไม่กลับมามีอาการชักอีก แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ในระยะยาวของอาหารคีโตเจนิค
 

การรักษาโรคลมชักด้วยอาหารคีโตเจนิค ต้องอยู่ในมือของทีมสหสาขาวิชาชีพผู้ชำนาญเฉพาะทางเท่านั้น

อาหารคีโตเจนิคที่ใช้ในการรักษาโรคลมชัก ไม่ใช่อาหารคีโตเจนิคที่ใช้ลดน้ำหนัก ที่สามารถทำเองที่บ้านได้โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และนักกำหนดอาหาร เนื่องจากอาหารคีโตเจนิคที่ใช้ในการรักษาโรคลมชักมีผลข้างเคียงเฉพาะตัวที่ต้องเผ้าระวังอย่างใกล้ชิด เช่น การเกิดนิ่วในไตในระยะยาวและภาวะขาดวิตามิน การทำงานร่วมกันของแพทย์ด้านสมองที่มีความชำนาญด้านการรักษาโรคลมชักและการรักษาด้วยอาหารคีโตเจนิค และทีมสหสาขาวิชาชีพ โดยเฉพาะนักกำหนดอาหาร เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเพื่อให้แน่ใจว่าการรักษาด้วยอาหารคีโตเจนิคเป็นไปอย่างถูกต้อง ปลอดภัยและให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แก่ผู้ป่วย 

หากลูกน้อยมีอาการชักที่ควบคุมได้ยากด้วยยาหรือผู้ปกครองกำลังพิจารณาทางเลือกการรักษาด้วยอาหารคีโตเจนิคเพื่อใช้ร่วมกับการรักษาอื่นๆอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ศูนย์โรคระบบประสาท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มีแพทย์ผู้ชำนาญด้านการรักษาโรคลมชักและการรักษาด้วยอาหารคีโตเจนิค รวมถึงนักกำหนดอาหารที่มีความชำนาญเฉพาะด้าน เราทำงานร่วมกันเพื่อออกแบบแผนการรักษาด้วยอาหารคีโตเจนิคที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละรายอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าลูกน้อยของท่านจะได้รับการดูแลที่ได้มาตรฐานและมีความปลอดภัยสูง



เรียบเรียงโดย นพ. ฉลองชัย พิษณุวงษ์


 
รายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ:

แก้ไขล่าสุด: 12 มกราคม 2569

แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง

Related Health Blogs