bih.button.backtotop.text

ภาวะตาแห้ง

ภาวะตาแห้งเกิดจากความไม่สมดุลของฟิล์มน้ำตาและผิวดวงตา ซึ่งอาจเกิดจากปริมาณน้ำตาไม่เพียงพอ น้ำตาระเหยเร็วกว่าปกติ หรือองค์ประกอบของฟิล์มน้ำตาทำงานผิดปกติ ส่งผลให้เกิดอาการระคายเคือง แสบตา เคืองตา ตามัวเป็นช่วง ๆ หรือรู้สึกไม่สบายตา

สัญญาณตาแห้งที่อาจถูกมองข้าม

อาการที่ควรสังเกต ได้แก่
  • อ่านหนังสือหรือมองจอแล้วภาพพร่า
  • ต้องกะพริบตาบ่อยเพื่อให้ภาพชัดขึ้น
  • รู้สึกเหมือนมีฝุ่นหรือสิ่งแปลกปลอมในตา
  • ใส่คอนแทคเลนส์ได้น้อยลง
  • ตื่นเช้าแล้วแสบหรือเคืองตา
  • หยอดน้ำตาเทียมแล้วอาการยังกลับมา
หากอาการเกิดซ้ำหรือเริ่มรบกวนการใช้ชีวิต โดยเฉพาะเมื่อใช้น้ำตาเทียมแล้วอาการยังกลับมา ควรตรวจหาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะตาแห้ง เพื่อให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย
 
ภาวะตาแห้งสามารถเกิดจากหลายปัจจัย และผู้ป่วยหนึ่งรายอาจมีมากกว่าหนึ่งปัจจัยร่วมกัน เช่น
  • ความผิดปกติของต่อมไขมันไมโบเมียน (Meibomian Gland Dysfunction: MGD) ต่อมไมโบเมียนบริเวณเปลือกตาทำหน้าที่สร้างไขมันซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฟิล์มน้ำตา ช่วยลดการระเหยของน้ำตา หากต่อมทำงานผิดปกติหรืออุดตัน น้ำตาอาจระเหยเร็วขึ้นและทำให้เกิดอาการตาแห้ง
  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน โดยเฉพาะในผู้หญิง อาจมีผลต่อการสร้างและคุณภาพของฟิล์มน้ำตา
  • การใส่คอนแทคเลนส์ โดยเฉพาะการใส่ต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจรบกวนความสมดุลของผิวดวงตาและฟิล์มน้ำตา
  • ภาวะภูมิแพ้ที่ตาและปัจจัยแวดล้อม เช่น ฝุ่น ควัน ลม เครื่องปรับอากาศ และมลภาวะ อาจกระตุ้นให้เกิดอาการระคายเคืองและตาแห้งมากขึ้น
  • การใช้หน้าจอเป็นเวลานาน เช่น คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต ทำให้ความถี่และความสมบูรณ์ของการกะพริบตาลดลง ส่งผลให้น้ำตาระเหยเร็วขึ้น
  • ยาบางชนิด เช่น ยาแก้แพ้ ยาต้านซึมเศร้า ยาคุมกำเนิด หรือยาลดความดันโลหิตบางประเภท อาจมีผลต่อปริมาณหรือคุณภาพของน้ำตาในผู้ป่วยบางราย
หากภาวะตาแห้งไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
ภาวะตาแห้งที่เกิดซ้ำหรือไม่ได้รับการดูแลตามปัจจัยที่เกี่ยวข้อง อาจส่งผลต่อทั้งความสบายตาและคุณภาพการมองเห็น เช่น
  • อาการแสบตา เคืองตา หรือระคายเคืองเกิดขึ้นซ้ำ แม้ใช้น้ำตาเทียมแล้ว
  • ความไม่สมดุลของฟิล์มน้ำตาอาจดำเนินต่อเนื่องและกลายเป็นภาวะเรื้อรัง
  • อาจเกิดการระคายเคืองหรือการอักเสบของผิวดวงตามากขึ้น
  • การมองเห็นอาจพร่าเป็นช่วง ๆ โดยเฉพาะเมื่อต้องใช้สายตาต่อเนื่องเป็นเวลานาน
  • ในรายที่มีอาการรุนแรง อาจส่งผลต่อสุขภาพของผิวกระจกตาและจำเป็นต้องได้รับการดูแลเพิ่มเติม
หากอาการตาแห้งเกิดซ้ำหรือเริ่มรบกวนการใช้ชีวิต การตรวจหาปัจจัยที่เกี่ยวข้องจะช่วยให้แพทย์สามารถเลือกแนวทางการรักษาได้เหมาะสมมากขึ้น
 
1. ประเมินความเสี่ยงภาวะตาแห้ง
เริ่มต้นด้วยแบบประเมินอาการและปัจจัยเสี่ยง เพื่อช่วยดูว่าคุณมีความเสี่ยงต่อภาวะตาแห้งในระดับใด

2. ดูแลเบื้องต้นตามระดับความเสี่ยง
หากมีความเสี่ยงต่ำ สามารถเริ่มจากการเรียนรู้วิธีดูแลดวงตา ปรับพฤติกรรมการใช้สายตา และลดปัจจัยแวดล้อมที่กระตุ้นอาการ เช่น การใช้หน้าจอต่อเนื่อง ลม หรือเครื่องปรับอากาศ

3. ตรวจประเมินเพิ่มเติมเมื่อมีความเสี่ยงหรืออาการต่อเนื่อง
หากมีความเสี่ยงสูง อาการเกิดซ้ำ หรือรบกวนการใช้ชีวิต อาจได้รับการตรวจเพิ่มเติม เช่น
  • การวิเคราะห์ฟิล์มน้ำตาและต่อมไขมันด้วย IDRA
  • การตรวจดวงตาด้วย Slit Lamp เพื่อประเมินผิวดวงตา กระจกตา และเปลือกตา

4. ปรึกษาจักษุแพทย์ที่ดูแลภาวะตาแห้ง
แพทย์จะประเมินผลการตรวจร่วมกับอาการและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อวินิจฉัยและเลือกแนวทางการรักษาให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย
 
นัดหมาย: คลินิกตาแห้ง บำรุงราษฎร์ อาคาร A ชั้น 18
โทร. 061 408 9622
 
 
แก้ไขล่าสุด: 28 สิงหาคม 2569

แพทย์ที่เกี่ยวข้อง

ศูนย์รักษาที่เกี่ยวข้อง

ศูนย์จักษุ

ดูเพิ่มเติม

คะแนนโหวต 9.56 of 10, จากจำนวนคนโหวต 193 คน

Related Health Blogs