bih.button.backtotop.text

ภาวะเรอไม่ออก (Retrograde Cricopharyngeal Dysfunction: RCPD)
จากกล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนบนทำงานผิดปกติ

ภาวะเรอไม่ออก (Retrograde Cricopharyngeal Dysfunction: RCPD) เป็นศัพท์ทางการแพทย์ที่ค่อนข้างใหม่ มีรายงานทางการแพทย์เกี่ยวกับภาวะนี้มากขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 เป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้ทั้งในเด็กและในผู้ใหญ่ ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นมาแต่กำเนิด ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของภาวะนี้

ปกติการเรอเป็นกระบวนการปกติของร่างกายที่ขับลมออกมาจากกระเพาะอาหารเข้าสู่หลอดอาหารและเข้าสู่ลำคอ แล้วจึงออกทางปากหรือจมูก แต่ผู้ป่วยภาวะเรอไม่ออกจะไม่สามารถเรอได้เลย ทำให้มีลมสะสมในกระเพาะอาหารและหลอดอาหาร เกิดอาการท้องอืด แน่นท้อง ไม่สบายท้องหรือหน้าอกและผายลมมาก

ภาวะเรอไม่ออกเกิดจากอะไร

ภาวะเรอไม่ออกเกิดจากประสาทที่ควบคุมการเรอของหูรูดหลอดอาหารส่วนบนทำงานไม่ดีหรือเสียไป ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารด้านบนไม่คลายตัวเพื่อให้อากาศส่วนเกินในกระเพาะอาหารและหลอดอาหารระบายออกมาได้ ส่งผลให้มีลมสะสมในกระเพาะอาหาร หลอดอาหารและลำไส้มากเกินไป

ภาวะเรอไม่ออกมีอาการสำคัญดังนี้

  • เรอไม่ออก
  • แน่นท้องหรือแน่นหน้าอกในขณะที่อยากเรอแล้วเรอไม่ออก
  • เวลาเรอไม่ออก ลมจะเคลื่อนไหวที่หลอดอาหารด้านบน ทำให้มีเสียงครืดคราด (Gurgling noise) ที่บริเวณหน้าอกด้านบนก่อนถึงคอ
  • ผายลมมากเกินไป
  • อาเจียนลำบากเนื่องจากหูรูดหลอดอาหารด้านบนเปิดยาก

แพทย์จะวินิจฉัยด้วยการซักประวัติ ตรวจร่างกายและการตรวจวัดการทำงานของหลอดอาหาร (Esophageal manometry) เพื่อยืนยันการวินิจฉัยและแยกภาวะผิดปกติอื่นของหลอดอาหารที่ทำให้เกิดอาการเรอไม่ออก

ในระหว่างการตรวจการทำงานของหลอดอาหารจะมีการตรวจเพิ่มเติมโดยให้ผู้ป่วยดื่มโซดาเพื่อดูว่าเวลาที่เรอมีแก๊สขึ้นมาที่หลอดอาหารแล้วหูรูดหลอดอาหารส่วนบนไม่เปิดและทำให้เกิดอาหารหรือไม่


 

การรักษาภาวะเรอไม่ออกด้วยการฉีดโบทูลินัมท็อกซิน (โบท็อกซ์) เหมาะสำหรับผู้ป่วยซึ่งมีอาการที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต เช่น เรอไม่ออกจนทำให้มีอาการท้องอืดเรื้อรัง หรือมีแก๊สสะสมในระบบทางเดินอาหารรบกวนคุณภาพชีวิต

 ทั้งนี้ แพทย์จะเป็นผู้ประเมินและพิจารณาความเหมาะสมของวิธีรักษา โดยดูจากอาการและความจำเป็นของผู้ป่วยแต่ละราย


 

ภาวะเรอไม่ออกสามารถรักษาได้ด้วยการฉีดสารโบทูลินัมท็อกซิน (โบท็อกซ์) ผ่านการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้น แพทย์จะให้ยาระงับความรู้สึกก่อนการส่องกล้องเพื่อให้ผู้ป่วยหลับและไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ หลังจากนั้นแพทย์จะสอดกล้องเข้าไปยังหลอดอาหารและฉีดโบท๊อกซ์เข้าไปยังกล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารด้านบนเพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัว หลังการรักษา ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้เหมือนการส่องกล้องในกระเพาะอาหารตามปกติ

  1. ผู้ป่วยจะได้รับยาระงับความรู้สึกก่อนการทำหัตถการ
  2. แพทย์จะใช้กล่องส่องเพื่อช่วยในการมองเห็นกล้ามเนื้อหูรูดและตำแหน่งของเข็มฉีดยา
  3. แพทย์จะทำการฉีดโบท็อกซ์เข้าสู่กล้ามเนื้อหูรูด
  4. หลังจากฉีดโบท๊อกซ์ แพทย์จะเผ้าสังเกตอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดเพื่อดูว่ามีอาการข้างเคียงหรือภาวะแทรกซ้อนต่างๆหรือไม่
  5. ผู้ป่วยมาพบแพทย์ตามนัดเพื่อติดตามผลการรักษา

ความเสี่ยงในการรักษาโดยการฉีดโบท๊อกซ์ผ่านการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้นมีน้อยมาก แต่หากฉีดถูกเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงสายเสียง อาจทำให้เสียงแหบหรือสายเสียงทำงานผิดปกติได้ ดังนั้นการรักษาจึงต้องอาศัยแพทย์ผู้ชำนาญและมีประสบการณ์ในการรักษาด้วยการส่องกล้องฉีดโบท๊อกซ์

ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถเรอและมีอาการดีขึ้นมากภายในหนึ่งสัปดาห์หลังจากฉีดโบท๊อกซ์ มีเพียงผู้ป่วยบางรายที่ต้องฉีดโบท๊อกซ์เพิ่มเติมเป็นครั้งที่สอง เนื่องจากยังมีอาการอยู่บ้าง

จากการติดตามผลการรักษาพบว่าการฉีดโบท๊อกซ์สามารถบรรเทาอาการได้นานและผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้ผลลัพธ์ในการรักษาที่ดีเมื่อติดตามมากกว่า 1 ปี โดยไม่มีอาการกลับมาและไม่จำเป็นต้องฉีดโบท๊อกซ์เพิ่มเติม

ศูนย์เฉพาะทางด้านการทำงานระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มีทีมแพทย์เฉพาะทางผู้มีความชำนาญในการวินิจฉัยและรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารส่วนบนและความผิดปกติของหลอดอาหาร พร้อมให้คำปรึกษาและมอบการดูแลรักษาตามความต้องการและอาการของผู้ป่วยแต่ละราย

หลังการรักษาผู้ป่วยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด สัปดาห์แรกๆหลังการรักษาผู้ป่วยอาจมีอาการเรออย่างแรงบ่อยๆและอาจมีภาวะกรดไหลย้อนเพิ่มขึ้น แต่ผลข้างเคียงจะค่อยๆลดลง หากรู้สึกกังวลใจหรือมีผลข้างเคียงมาก ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำในการดูแลตัวเองเพิ่มเติม

แก้ไขล่าสุด: 04 สิงหาคม 2569

Doctors Related

Related Centers

ศูนย์เฉพาะทางด้านการทำงานระบบทางเดินอาหาร

ดูเพิ่มเติม

คะแนนโหวต NaN of 10, จากจำนวนคนโหวต 0 คน

Related Health Blogs