เอ็นข้อไหล่ฉีก

เอ็นข้อไหล่ คือ กลุ่มเอ็นและกล้ามเนื้อบริเวณไหล่ที่ทำหน้าที่เชื่อมระหว่าง humerus (แขนบน) และ scapula (ไหปลาร้า) เข้าด้วยกัน ทำให้หัวไหล่มีความแข็งแรงและทำให้กล้ามเนื้อไหล่หมุนได้ แต่หากเอ็นข้อไหล่ฉีกอาจส่งผลให้เกิดความเจ็บปวดและไม่สามารถยกแขนได้ตามปกติ
 

โดยทั่วไปผู้ป่วยที่เอ็นข้อไหล่ฉีกจะมีอายุอยู่ในช่วงวัยกลางคนและมีปัญหาเกี่ยวกับหัวไหล่มาอยู่บ้าง เมื่อผู้ป่วยกลุ่มนี้ไปยกวัตถุหนักก็อาจส่งผลให้เอ็นข้อไหล่ฉีก อย่างไรก็ตามคนหนุ่มสาวก็สามารถเกิดการบาดเจ็บนี้ได้เช่นกันหากมีการใช้งานหัวไหล่มากเกินไปหรือเกิดอุบัติเหตุ
 

สาเหตุของเอ็นข้อไหล่ฉีก

  • การเสื่อมสภาพ ของเอ็นข้อไหล่ตามกาลเวลา โดยทั่วไปในร่างกายของเรา ส่วนที่มีเลือดไปเลี้ยงมากจะมีการรักษาตัวเองได้มากและเร็วขึ้น ส่วนบริเวณที่มีเลือดหล่อเลี้ยงน้อย เช่น เอ็นข้อไหล่ จะทำให้บริเวณนั้นเสื่อมสภาพได้ตามกาลเวลา และส่งผลให้กลุ่มเส้นเอ็นเปราะและฉีกขาดง่าย เอ็นข้อไหล่ฉีกจึงเป็นปัญหาหนึ่งที่พบได้ในผู้สูงอายุ
  • การเคลื่อนไหวของหัวไหล่อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน เมื่อร่วมกับการเสื่อมสภาพของเอ็นข้อไหล่จะทำให้อาการแย่ลงเรื่อยๆ โดยสาเหตุนี้จะพบได้ในนักกีฬาที่ต้องเขวี้ยงมือเป็นประจำ เช่น นักเบสบอล รวมถึงการทำกิจวัตรประจำวัน เช่น เช็ดหน้าต่าง ล้างรถ ทาสี หากต้องทำต่อเนื่องเป็นเวลานานก็อาจทำให้เกิดเอ็นข้อไหล่ฉีกได้
  • การออกแรงมากเกินไป หมายถึง แรงที่เกิดขึ้นจากความพยายามที่จะจับวัตถุที่กำลังหล่นลงมาหรือยกวัตถุที่หนักมากด้วยมือที่ยืดออก รวมถึงแรงที่เกิดจากการตกกระแทกลงบนไหล่โดยตรง ซึ่งทำให้เกิดอาการบาดเจ็บและส่งผลให้เอ็นข้อไหล่ฉีกได้

อาการของเอ็นข้อไหล่ฉีก

  • อาการเจ็บปวดและหัวไหล่ข้างที่บาดเจ็บอ่อนแรง โดยยิ่งรอยฉีกมีมากเท่าไร ก็จะยิ่งเจ็บปวดและอ่อนแรงมากขึ้นเท่านั้น ในกรณีที่เอ็นข้อไหล่ฉีกเพียงบางส่วนผู้ป่วยอาจรู้สึกเจ็บแต่สามารถเคลื่อนไหวแขนได้ตามปกติ ทั้งนี้โดยส่วนใหญ่เอ็นข้อไหล่ฉีกจะทำให้บริเวณหัวไหล่รู้สึกเจ็บแบบไม่ชัดเจนนัก อาจรู้สึกแปลบขึ้นมาเฉพาะเวลาใช้แขน ผู้ป่วยบางรายอาจไม่สามารถนอนหลับได้เนื่องจากรู้สึกเจ็บ
  • ไม่สามารถเคลื่อนไหวแขนได้อย่างที่เคยทำหรือไม่สามารถกางแขนออกข้างลำตัวได้ ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าเอ็นข้อไหล่ฉีกทั้งหมด

การวินิจฉัยเอ็นข้อไหล่ฉีก

  • การซักประวัติและตรวจหัวไหล่ แพทย์จะซักถามเกี่ยวกับประวัติความเจ็บป่วย อุบัติเหตุ และความเจ็บปวด จากนั้นจะทำการตรวจหัวไหล่ซึ่งจะช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยได้มากขึ้น โดยปกติแล้วหากเอ็นข้อไหล่ฉีกทั้งหมดจะสังเกตได้ง่าย หากแพทย์จับแขนผู้ป่วยให้ทำท่าใดท่าหนึ่ง แล้วให้ผู้ป่วยลองทำท่านั้นด้วยตนเองแต่ผู้ป่วยไม่สามารถทำได้ จะมีความเป็นไปได้ว่าผู้ป่วยมีเอ็นข้อไหล่ฉีก
  • การเอกซเรย์ แม้การเอกซเรย์จะไม่แสดงให้เห็นว่ามีเอ็นข้อไหล่ฉีก แต่แพทย์อาจให้ทำเอกซเรย์ที่หัวไหล่เพื่อดูว่ามีกระดูกยื่นออกมา มีส่วนใดส่วนหนึ่งของหัวไหล่ที่หายไปหรือมีปุ่มกระดูกหัวไหล่ที่ดูไม่ปกติหรือไม่ เนื่องจากอาการเหล่านี้ล้วนมีความสัมพันธ์กับเอ็นข้อไหล่ฉีกทั้งสิ้น ภาพเอกซเรย์จะแสดงให้เห็นว่ามีหินปูนเกาะบริเวณเส้นเอ็นอันเป็นสาเหตุให้เกิดอาการต่างๆ หรือไม่ ซึ่งในกรณีนี้จะเรียกว่า calcific tendonitis
  • การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ( magnetic resonance imaging: MRI) แพทย์อาจให้ผู้ป่วยทำ MRI ซึ่งเป็นการตรวจทางรังสีวิทยาที่ใช้คลื่นแม่เหล็กในการสร้างเป็นภาพหัวไหล่ลงบนฟิล์ม โดยจะช่วยให้เห็นภาพเส้นเอ็นได้ชัดเจนเช่นเดียวกับที่เห็นกระดูก วิธีนี้เป็นการตรวจที่ไม่มีความเจ็บปวดแต่อย่างใด และไม่ต้องใช้เข็มหรือการฉีดยา

ทางเลือกในการรักษาเอ็นข้อไหล่ฉีก

  • การรักษาแบบไม่ผ่าตัด
    • การพักผ่อนและการใช้ยาแก้อักเสบ เช่น aspirin หรือ ibuprofen เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมความเจ็บปวดและการอักเสบ แพทย์อาจแนะนำให้ฉีดยา cortisone หากผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมความเจ็บปวดได้
    • การทำกายภาพบำบัด แพทย์อาจปรึกษานักกายภาพบำบัดเพื่อให้ช่วยกำหนดโปรแกรมการฟื้นฟูให้แก่ผู้ป่วย ในขั้นแรกจะเป็นการลดความเจ็บปวดและการอักเสบด้วยการประคบร้อนหรือประคบเย็น จากนั้นเป็นการรักษาด้วยการออกกำลังกายในรูปแบบต่างๆเพื่อให้หัวไหล่ขยับได้มากขึ้นเรื่อยๆ
จากนั้นในขั้นต่อไป ผู้ป่วยจะเริ่มออกกำลังเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและเพื่อให้สามารถควบคุมเอ็นข้อไหล่และกล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ได้มากขึ้น นักกายภาพบำบัดจะช่วยถนอมกล้ามเนื้อกลุ่มนี้ให้ผู้ป่วยเพื่อให้กระดูก humerus ยังคงอยู่ในเบ้า ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยสามารถเคลื่อนไหวไหล่ได้ตามปกติ ผู้ป่วยอาจต้องทำกายภาพบำบัดเป็นเวลา 6–8 สัปดาห์ เนื่องจากโดยมากแล้วผู้ป่วยจะสามารถทำกิจวัตรได้ตามเดิมและใช้แขนได้เต็มที่เหมือนเดิมภายในระยะเวลาดังกล่าว

 

  • การรักษาโดยการผ่าตัด ผู้ป่วยอาจต้องทำการผ่าตัดเปลี่ยนเอ็นข้อไหล่หากต้องการกลับมาใช้ไหล่ได้ปกติเท่าเดิม ยกเว้นในกรณีผู้ป่วยสูงอายุหรือผู้ป่วยที่มีโรคซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงจากการผ่าตัด ทั้งนี้มีหลักฐานปรากฏว่าการผ่าตัดเปลี่ยนเอ็นข้อไหล่ภายใน 3 เดือนหลังจากที่ได้รับบาดเจ็บจะทำให้เห็นผลได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตามผู้ป่วยควรปรึกษากับแพทย์อย่างใกล้ชิดเพื่อกำหนดเวลาที่เหมาะสมในการผ่าตัด สำหรับผู้ป่วยที่มีเอ็นข้อไหล่ฉีกขาดเพียงบางส่วนอาจไม่จำเป็นต้องผ่าตัด โดยแพทย์จะแนะนำว่าร่างกายสามารถสมานตัวเองได้ แต่หากผู้ป่วยรู้สึกเจ็บจนทนไม่ไหวหรือไม่สามารถใช้แขนได้ อาจจำเป็นต้องพิจารณาผ่าตัด
    • Arthroscopic debridement ในบางครั้งรอยฉีกขาดเพียงเล็กน้อยสามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดเล็ก แพทย์จะใช้การส่องกล้องเพื่อนำเนื้อเยื่อที่ตายแล้วออกมาจากเอ็น โดยกล้องส่องดังกล่าวจะเป็นกล้องขนาดเล็กที่สามารถสอดเข้าไปได้ผ่านรูเปิดขนาดเล็ก และช่วยให้แพทย์สามารถมองเห็นบริเวณที่ต้องการตรวจได้จากหน้าจอโทรทัศน์ ไม่จำเป็นต้องมีการเย็บรอยฉีกขาด เนื่องจากรอยขนาดเล็กจะสมานตัวเองได้
    • Acromioplasty ในกรณีของรอยฉีกขาดที่อยู่ลึกลงไปใต้พื้นผิวของเอ็นข้อไหล่อาจต้องทำการผ่าตัดแบบ arthroscopic debridement และ acromioplasty โดยวิธี acromioplasty นั้น แพทย์จะตัดส่วนปลายของ acromion (ยอดกระดูกไหล่) และแต่งรูปทรงให้เหมาะสมเพื่อไม่ให้มีแรงกดข้างใต้ acromion วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายในการรักษารอยฉีกขาดและได้ผลดี แต่หากรอยฉีกขาดนั้นอยู่บริเวณพื้นผิวอาจจำเป็นต้องผ่าตัด
    • Arthroscopic repair ขั้นแรกจะเป็นการนำเนื้อเยื่อที่ตายแล้วออกอย่างระมัดระวัง จากนั้นทำการเตรียมบริเวณของ humerus ที่เอ็นขาดออกไปแล้วเพื่อจะเตรียมติดกลับเข้าไปใหม่ โดยแพทย์จะนำเนื้อเยื่อบางๆ ออกเพื่อทำให้บริเวณนั้นมีแต่กระดูกและเจาะรูเข้าไปเพื่อเตรียมการเย็บ จากนั้นจะทำการเย็บเอ็นเข้าด้วยกันและเย็บเข้ากับ humerus ผ่านรูที่เจาะไว้ เมื่อเวลาผ่านไปเอ็นจะสมานกับกระดูกและฝังตัวได้
    • Suture anchor repair แพทย์อาจใช้ special fasteners ในการยึดเอ็นข้อไหล่เข้ากับกระดูก humerus ในระหว่างการทำหัตถการนี้แพทย์จะเจาะรูขนาดเล็กที่กระดูก humerus จากนั้นจะติด suture anchor ลงไปในรู เมื่อทำการเย็บไหม ตัว fastener จะยึดติดกับกระดูก จากนั้นจึงเย็บเอ็นบริเวณที่ขาดเข้าด้วยกันและเย็บติดกับ humerus
    • Open repair ในบางกรณีอาจจำเป็นต้องทำการผ่าตัดแบบเปิด ซึ่งแพทย์จะผ่าชั้นกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อต่างๆ ลงไปจนถึงเอ็นข้อไหล่ หลังจากทำการเย็บเอ็นแล้ว แพทย์จะเย็บกล้ามเนื้อติดเข้ากับกระดูก

ความเสี่ยงและอาการแทรกซ้อน

อาการแทรกซ้อนนั้นมีไม่มาก ซึ่งอาจหมายรวมถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจภายในหรือใกล้เคียงบริเวณข้อต่อ

  • เส้นประสาทได้รับการกระทบกระเทือน
  • มีเลือดออกมากภายในข้อต่อ ซึ่งอาจทำให้บวมและปวด
  • ติดเชื้อที่ข้อต่อ
  • แพ้ยาดมสลบ

ทั้งนี้ผู้ป่วยสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ทั้งก่อนและหลังผ่าตัด
 

คะแนนโหวต: 9.60 of 10, จากจำนวนคนโหวต 89 คน