bih.button.backtotop.text

การรักษาโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบด้วยเทคโนโลยี TAVR โดยไม่ต้องผ่าตัด

คุณรู้สึกเหนื่อยง่ายกว่าปกติ หายใจไม่อิ่ม หรือมีอาการเจ็บหน้าอกโดยไม่ทราบสาเหตุหรือไม่ อย่ามองข้ามอาการเหล่านี้ว่าเป็นเพียงเรื่องของวัย เพราะนี่อาจเป็นสัญญาณของ “ภาวะลิ้นหัวใจตีบ” โรคหัวใจที่พบได้บ่อยและมีอันตรายในผู้สูงอายุ ซึ่งสามารถรักษาได้ โดยไม่ต้องผ่าตัดด้วยเทคโนโลยี TAVR

ภาวะลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ (Aortic Valve Stenosis) เกิดจากการที่ลิ้นหัวใจเอออร์ติกมีความแข็งหรือตีบแคบลง  ทำให้ไม่สามารถเปิดออกได้อย่างเต็มที่ สาเหตุที่พบบ่อยมาจากการสะสมของหินปูนหรือเกิดพังผืดที่เข้าไปสร้างความเสียหายต่อลิ้นหัวใจ ทำให้การไหลเวียนของเลือดจากหัวใจไปยังหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตา (Aorta) และอวัยวะต่างๆของร่างกายลดลง ส่งผลให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น และนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

ในปัจจุบัน เทคโนโลยี TAVR มีบทบาทสำคัญในการรักษาโรคลิ้นหัวใจ ด้วยเทคนิคการเปลี่ยนลิ้นหัวใจผ่านสายสวนโดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดหน้าอก จึงช่วยลดอัตราความเสี่ยงและช่วยให้ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
 
Layout-TAVR-infographic-V2_TH.jpg



TAVR ทางเลือกใหม่ของการเปลี่ยนลิ้นหัวใจโดยไม่ต้องผ่าตัดคืออะไร

TAVR คือเทคโนโลยีการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกผ่านสายสวนโดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดหน้าอก ในผู้ที่มีภาวะลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ โดยแพทย์จะใส่ลิ้นหัวใจเทียมเข้าไปแทนที่ลิ้นหัวใจเดิมที่ตีบแคบ เพื่อช่วยให้หัวใจกลับมาสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดีขึ้น

 

ผู้ป่วยลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบกลุ่มใดที่เหมาะกับการเข้ารับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจด้วย TAVR

  • ผู้ป่วยลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบรุนแรง
  • ผู้สูงอายุ
  • ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการผ่าตัดเปิดหน้าอก เช่น เป็นโรคไต โรคตับ โรคเบาหวาน โรคปอดอุดกั้นเรื้อรั้ง เคยได้รับการผ่าตัดหัวใจมาก่อน มีประวัติโรคหลอดเลือดสมอง
 

7 ขั้นตอนการรักษาโรคลิ้นหัวใจตีบด้วย TAVR มีอะไรบ้าง

 
Infographic-TAVR-Journey.jpg
 
  1. สังเกตอาการผิดปกติ
อย่าละเลยสัญญาณผิดปกติ เช่น อาการเหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม เจ็บแน่นหน้าอก อ่อนเพลีย เวียนศีรษะหรือเป็นลมขณะทำกิจกรรมหรือออกกำลังกาย อาการเหล่านี้มักเป็นสัญญาณของภาวะลิ้นหัวใจตีบที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจ

 
  1. ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจ
เมื่อพบอาการสงสัย ควรปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญด้านโรคหัวใจและหลอดเลือดเพื่อทำการตรวจร่างกายเบื้องต้นและซักประวัติอย่างละเอียด เพื่อประเมินความเสี่ยงและพิจารณาความจำเป็นในการตรวจขั้นต่อไป

 
  1. ตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด
แพทย์จะใช้เทคโนโลยีที่มีความแม่นยำสูงเพื่อตรวจประเมินสุขภาพโดยรวม เช่น การตรวจหัวใจด้วยคลื่นความถี่สูง (Echocardiogram) และการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan)

 
  1. ตัดสินใจและวางแผนการรักษาโดยทีมแพทย์สหสาขา
แพทย์สหสาขาของสถาบันโรคหัวใจซึ่งประกอบด้วยอายุรแพทย์หัวใจ แพทย์มัณฑนากรหัวใจและหลอดเลือด (Interventional Cardiology) ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก อายุรแพทย์หัวใจด้านเอคโคคาร์ดิโอแกรม (Echocardiogram) รังสีแพทย์และวิสัญญีแพทย์ด้านหัวใจโดยตรง ร่วมกันพิจารณาความเหมาะสมและเลือกวิธีที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

 
  1. รักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด (TAVR)
แพทย์จะทำการเปลี่ยนลิ้นหัวใจผ่านสายสวน โดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดหน้าอกและไม่ต้องหยุดการทำงานของหัวใจ ช่วยลดภาวะแทรกซ้อนและความเสี่ยงจากการผ่าตัดใหญ่

 
  1. ฟื้นตัวเร็ว
การพักฟื้นในระยะสั้นเนื่องจากแผลมีขนาดเล็กมาก ผู้ป่วยจึงเจ็บปวดน้อยและเสียเลือดน้อย ส่งผลให้ร่างกายฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

 
  1. ดูแลต่อเนื่องและติดตามผล
หลังการรักษา แพทย์จะนัดติดตามอาการเป็นระยะเพื่อประเมินการทำงานของลิ้นหัวใจใหม่ พร้อมให้คำแนะนำด้านการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต การรับประทานอาหาร และการออกกำลังกายที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีและแข็งแรงอย่างยืนยาว

 

ขั้นตอนการทำ TAVR เป็นอย่างไร ใช้เวลานานแค่ไหน

  • ใส่สายสวนผ่านหลอดเลือด
แพทย์จะทำการเจาะรูขนาดเล็กและใส่สายสวนผ่านทางหลอดเลือด บริเวณขาหนีบหรือเจาะผ่านผิวหนังส่วนยอดหัวใจ จากนั้นจะบังคับสายสวนไปยังตำแหน่งของลิ้นหัวใจเอออร์ติกโดยใช้เอกซเรย์หรือ เครื่องมือสร้างภาพจำลองอื่นๆช่วยนำทาง

 
  • นำลิ้นหัวใจเทียมไปยังตำแหน่งลิ้นหัวใจเดิม
แพทย์จะใส่ลิ้นหัวใจเทียมผ่านสายสวนไปจนถึงตำแหน่งของลิ้นหัวใจเดิม

 
  • กางลิ้นหัวใจใหม่เพื่อให้เลือดไหลเวียนได้ทันที
จากนั้นแพทย์จะทำให้ลิ้นหัวใจใหม่กางออกเพื่อติดตั้งแทนลิ้นหัวใจเดิมที่เสื่อมสภาพ ทำให้ลิ้นหัวใจใหม่สามารถเปิด-ปิดและควบคุมการไหลเวียนของเลือดได้อย่างสมบูรณ์

โดยทั่วไปการทำ TAVR ใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง



ข้อดีของ TAVR เมื่อเทียบกับการผ่าตัดเปิดหน้าอก

  • มีความปลอดภัยสูง ใช้เวลาทำหัตถการเพียง 1–2 ชั่วโมง
  • แผลขนาดเล็กประมาณ 1–2 เซนติเมตรเฉพาะบริเวณที่เจาะสายสวน
  • ช่วยลดภาวะแทรกซ้อนโดยรวม  
  • เสียเลือดน้อยและมีโอกาสติดเชื้อต่ำ
  • ไม่ต้องผ่าตัดเปิดหน้าอก
  • ช่วยลดระยะเวลานอนโรงพยาบาลและกลับมาใช้ชีวิตได้เร็วขึ้น โดยพักอยู่โรงพยาบาลประมาณ 5-7 วันและหายเป็นปกติภายใน 1-3 เดือน
 
Layout-Faster-Recovery-with-TAVR-infographic_TH.jpg



ฟื้นตัวเร็ว กลับมาใช้ชีวิตได้ไว

ผู้ป่วยสามารถลุกเดินได้ในวันรุ่งขึ้นหลังทำหัตถการและสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติภายในระยะเวลาไม่นาน โดยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามระยะเวลาการฟื้นตัวที่แน่นอนขึ้นอยู่กับสุขภาพร่างกายของแต่ละบุคคล รวมถึงโรคประจำตัวเดิมของผู้ป่วย ซึ่งทีมแพทย์จะให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัวที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการเกิดโรคหัวใจอื่นๆในอนาคต

 

ผลลัพธ์และคุณภาพชีวิตหลังการรักษาโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบด้วย TAVR เป็นอย่างไร

หลังการรักษาโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบด้วย TAVR ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การเดิน การขึ้นบันไดหรือการทำกิจกรรมต่างๆที่เคยทำได้ยากก่อนการรักษา นอกจากนี้การไหลเวียนของเลือดที่ดีขึ้นยังช่วยลดภาวะการทำงานของหัวใจ ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพร่างกายโดยรวมในระยะยาว
  • หายใจได้ดีขึ้น ลดอาการหายใจไม่อิ่มหรือเจ็บหน้าอก
  • ลดอาการเวียนศีรษะหรือเป็นลม
  • เหนื่อยน้อยลง  สามารถทำกิจวัตรประจำวันและกิจกรรมทางกายได้ง่ายขึ้น
  • สุขภาพจิตและอารมณ์ดีขึ้น
  • ลดความเสี่ยงของภาวะหัวใจล้มเหลวและเสียชีวิต
  • ผลลัพธ์ระยะยาวใกล้เคียงกับการผ่าตัดแบบเปิด
ผลลัพธ์ของการรักษาอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับอายุ โรคร่วมและการดูแลตัวเองหลังการรักษา

 

ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการรักษาโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบด้วย TAVR มีอะไรบ้าง

ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการทำ TAVR ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก ได้แก่
  • มีเลือดออกหรือมีก่อนเลือดที่เกิดจากการมีเลือดออกและคั่งอยู่ใต้ผิวหนังหรือติดเชื้อบริเวณที่ใส่สายสวน
  • หลอดเลือดได้รับความเสียหาย
  • ไตมีปัญหาจากการขับสารทึบรังสีออกจากร่าสงกาย ในช่วงไม่กี่วันแรกหลังการทำหัตถการ
  • เกิดลิ่มเลือดอุดตัน ทำให้เส้นเลือดสมองตีบ อย่างไรก็ตาม หลังการทำ TAVI แพทย์จะจัดยาต้านเกล็ดเลือดหรือยาละลายลิ่มเลือดเพื่อลดความเสี่ยงนี้
  • ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย
  • ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยต้องใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ (Pacemaker)
  • ปัญหาลิ้นหัวใจเทียมเลื่อนออกจากตำแหน่ง
  • เสียชีวิต  แม้จะมีความเสี่ยงนี้ แต่ก็น้อยกว่าความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากการปล่อยโรคลิ้นหัวใจตีบขั้นรุนแรงทิ้งไว้โดยไม่รักษา
 

ควรดูแลตัวเองหลังการทำ TAVR อย่างไร

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อดูแลสุขภาพหัวใจ ช่วยเพิ่มโอกาสในความสำเร็จของการรักษาในระยะยาวและช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจอื่นๆในอนาคต โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้
  • เลิกสูบบุหรี่
  • ลดการดื่มแอลกอฮอล์
  • รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เน้นผักและผลไม้ให้มากขึ้น เลือกอาหารที่มีโซเดียมต่ำ หลีกเลี่ยงไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มโปรแกรมการออกกำลังกายใหม่ๆ
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
  • ตรวจสุขภาพฟัน ดูแลความสะอาดของฟันและเหงือก
  • รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
 
ความสำเร็จของการรักษาด้วย
TAVR มากกว่า 100 เคสที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
 
 

 
ร่วมสัมผัสความสำเร็จของ 100 เคสการรักษาด้วยวิธี TAVR (Transcatheter Aortic Valve Replacement) ของสถาบันโรคหัวใจชั้นนำ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

วิดีโอนี้ ถ่ายทอดเรื่องราวประสบการณ์จริงจากผู้ป่วย เบื้องหลังความสำเร็จที่ประกอบด้วยความชำนาญการของทีมแพทย์เฉพาะทางและการดูแลแบบสหสาขาวิชาชีพ ที่ช่วยให้การรักษาภาวะลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบเป็นไปอย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพและฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

 

จุดเด่นของการรักษา

  • การรักษา TAVR สำเร็จ 100 เคส
  • การเปลี่ยนลิ้นหัวใจโดยไม่ต้องผ่าตัด
  • ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ
  • ฟื้นตัวไว ลดภาวะแทรกซ้อน พร้อมกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างรวดเร็ว
  • มาตรฐานการรักษาระดับสากล
 

การดูแลโดยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจและเทคโนโลยี TAVR ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

เชื่อมั่นในการรักษามาตรฐานสากลด้วยเทคโนโลยี TAVR โดยทีมแพทย์ผู้ชำนาญการโรคหัวใจเฉพาะทางและทีมสหสาขาวิชาชีพที่พร้อมดูแลอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การให้คำปรึกษา การวินิจฉัยโดยละเอียด ไปจนถึงการรักษาและการดูแลระยะยาว
  • การวินิจฉัยอย่างละเอียด ตรวจวิเคราะห์ความผิดปกติของลิ้นหัวใจด้วยเทคโนโลยีภาพถ่ายทางการแพทย์ เช่น Echocardiogram และ CT Scan
  •  การวางแผนรักษาโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ ผสานความชำนาญการของทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพ เพื่อวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสมและปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย
  • การรักษาด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย TAVR
  • การฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจและการติตตามผลระยะยาว โปรแกรมการดูแลหลังการรักษาที่ออกแบบมาเฉพาะบุคคล รวมถึงการติดตามผลอย่างใกล้ชิ และโปรแกรมฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
 

การดูแลโดยทีมแพทย์ผู้ชำนาญการด้านหัวใจ

มั่นใจในทุกขั้นตอนการรักษา TAVR ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางที่มีความชำนาญและมีประสบการณ์สูงในการทำหัตถการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกผ่านสายสวน ทีมแพทย์ของเราประกอบด้วย
 
  • อายุรแพทย์หัวใจ (Medicine, Cardiology)
นพ. วัธนพล พิพัฒนนันท์
ร.ต.อ.นพ. สกลวัชร มนต์ไตรเวศย์
พญ. มนัสวี วัสสระ
 
  • ศัลยแพทย์ทรวงอก (Cardio-thoracic surgeon)
นพ. พัฒนศักดิ์ เลิศประดิษฐ์
ศ.คลินิก นพ. เกรียงชัย ประสงค์สุกาญจน์

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการรักษา TAVR

Q: การรักษาด้วย TAVR เหมาะกับใคร
A: เหมาะสำหรับผู้ป่วยลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบรุนแรง โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือหรือผู้ที่มีความเสี่ยงสูงในการผ่าตัดเปิดหน้าอก

Q: การทำ TAVR ใช้เวลาทำนานแค่ไหน
A: โดยทั่วไปการทำ TAVR ใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง  โดยไม่รวมระยะเวลาการเตรียมตัวและการพักฟื้นในห้องทำหัตถการ

Q: ใช้เวลาในการฟื้นตัวกี่วันหลังทำ TAVR
A:  ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถลุกเดินได้ในวันรุ่งขึ้นและหายเป็นปกติภายใน 1-3 เดือน

Q: การทำ TAVR ปลอดภัยหรือไม่
A: เป็นวิธีการรักษาที่มีความปลอดภัยสูงและเป็นมาตรฐานสากล เหมาะกับผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดในการผ่าตัดเปิดหน้าอกแบบดั้งเดิม การผสานเทคโนโลยีร่วมกับความชำนาญของทีมแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทาง ช่วยยกระดับความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการรักษา
 
Q: การทำ TAVR แตกต่างจากการผ่าตัดเปิดหน้าอกอย่างไร
A: การทำ TAVR แผลมีขนาดเล็กกว่า ทำให้ฟื้นตัวเร็วกว่าและมักเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีโรคประจำตัวร่วมหลายโรค

Q: ต้องนอนโรงพยาบาลกี่วันหลังการทำ TAVR
A: ผู้ป่วยส่วนใหญ่ใช้เวลาพักฟื้นในโรงพยาบาลประมาณ 5-7 วัน
 

ตัวอย่างความสำเร็จที่เป็นความภาคภูมิใจของเราในช่วงที่ผ่านมา

 
Image-(8).jpg
Image-(1).jpg
Image-(6).jpg


 

 
รายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ:

แก้ไขล่าสุด: 14 พฤษภาคม 2569

แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง

Related Health Blogs