ทางออกของคนนอนกรน…การผ่าตัดรักษาโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA) เหมาะกับใครและมีทางเลือกใดบ้าง
โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea: OSA) เป็นความผิดปกติของการนอนหลับที่พบได้บ่อย เกิดจากการที่ทางเดินหายใจส่วนต้นยุบตัวหรือถูกอุดกั้นเป็นระยะ ส่งผลให้การหายใจขาดช่วงหรือติดขัดขณะหลับ โรคนี้จะไม่เพียงทำให้เกิดอาการง่วงนอนและสูญเสียสมาธิระหว่างวัน แต่ยังส่งผลกระทบต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบเผาผลาญและระบบประสาทอีกด้วย
แม้ว่าการใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (CPAP) เป็นวิธีการรักษามาตรฐานที่มีประสิทธิภาพและไม่ต้องผ่าตัด แต่ผู้ป่วยบางรายไม่สามารถใช้งานเครื่องได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากรู้สึกอึดอัดขณะสวมใส่หรือมีข้อจำกัดอื่นๆที่ทำให้การใช้เครื่องไม่ได้ผลเท่าที่ควร
การผ่าตัดรักษาโรค OSA เหมาะกับใครบ้าง
โดยทั่วไป การผ่าตัดรักษาโรคOSA เหมาะกับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง แต่แพทย์จะพิจารณาผ่าตัดรักษาในผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ดังนี้
- ไม่สามารถใช้ CPAP ได้อย่างต่อเนื่องหรือใช้แล้วไม่ได้ผล
- มีความผิดปกติทางกายวิภาคในลำคอ เช่น ต่อมทอนซิลโต (Tonsillar Hypertrophy) ลิ้นโตคับปาก (Macroglossia) หรือภาวะขากรรไกรล่างสั้นหรือถอยหลัง (Retrognathia)
- มีโครงสร้างใบหน้าที่ทำให้ไม่สามารถสวม CPAP ได้แนบสนิทกับใบหน้า
การเลือกวิธีการผ่าตัดรักษาโรค OSA มีหลักการอย่างไร
แพทย์จะทำการตรวจร่างกายผู้ป่วยร่วมกับการพิจารณาปัจจัยอื่นๆของผู้ป่วย เช่น ความรุนแรง ลักษณะทางกายวิภาค น้ำหนักตัว โรคประจำตัว รวมถึงความต้องการของผู้ป่วยเอง เพื่อเลือกวิธีการที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วย และในบางกรณีอาจจำเป็นต้องทำการผ่าตัดมากกว่าหนึ่งจุดเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษา
ต้องตรวจประเมินอะไรบ้างก่อนการผ่าตัดรักษาโรค OSA
ก่อนแนะนำวิธีการผ่าตัดรักษาโรคOSA แพทย์จะทำการตรวจประเมินผู้ป่วย เช่น การส่องกล้องตรวจโพรงจมูกและลำคอ (Nasopharyngoscopy) การส่องกล้องขณะหลับ (Sleep Endoscopy) และอาจรวมถึงการตรวจทางรังสีวิทยาอื่นๆ เช่น การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) และการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)
หลักการพิจารณาการผ่าตัดรักษาโรค OSA ตามมาตรฐานสากล
ตามแนวทางของ American Academy of Sleep Medicine (AASM) แนะนำให้เริ่มการรักษาโรค OSA ด้วย CPAP เป็นลำดับแรก โดยระบุว่าการใช้ CPAP ให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการไม่รักษาเลย สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถใช้ CPAP ได้หรือใช้ไม่ได้ผล แพทย์อาจพิจารณาทางเลือกในการผ่าตัด
การผ่าตัดรักษาโรค OSA มีกี่วิธี
สามารถแบ่งวิธีการผ่าตัดตามตำแหน่งและลักษณะการรักษาได้ดังนี้
- การผ่าตัดตกแต่งเนื้อเยื่ออ่อนบริเวณลำคอและเพดานปาก (Palate & Soft Tissue Surgery) เป็นการผ่าตัดเนื้อเยื่อส่วนเกินที่หย่อนตัวลงมาปิดทางเดินหายใจขณะหลับ
- UPPP (Uvulopalatopharyngoplasty): การผ่าตัดตกแต่งเพดานอ่อน ลิ้นไก่ และทอนซิล เพื่อขยายช่องคอให้กว้างขึ้น
- Expansion Sphincter Pharyngoplasty: เทคนิคการผ่าตัดที่เน้นดึงผนังคอหอยด้านข้างที่ตีบแคบให้เปิดกว้างขึ้น
- Adenotonsillectomy: การตัดต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์ ซึ่งเป็นวิธีหลักในการรักษาเด็กที่มีภาวะ OSA
- การผ่าตัดเพื่อเปิดทางเดินหายใจส่วนจมูก (Nasal Surgery) มักทำร่วมกับการรักษาอื่นๆเพื่อให้หายใจทางจมูกได้สะดวกขึ้นและช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ CPAP ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- Septoplasty: การแก้ไขผนังกั้นจมูกคด
- Turbinate Reduction: การลดขนาดเนื้อเยื่อจมูกที่บวมโตด้วยความร้อนหรือเลเซอร์
- Nasal Valve Surgery: การเสริมความแข็งแรงของปีกจมูกไม่ให้ยุบตัวขณะหายใจเข้า
- การผ่าตัดบริเวณโคนลิ้น (Tongue Base Surgery) เพื่อป้องกันไม่ให้โคนลิ้นตกลงไปอุดกั้นทางเดินหายใจ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของ OSA ในผู้ป่วยหลายราย ปัจจุบันมีเทคโนโลยีล่าสุดที่ใช้แขนกลหุ่นยนต์เข้าไปผ่าตัดเนื้อเยื่อบริเวณโคนลิ้น (Lingual Tonsillectomy) ซึ่งเป็นจุดที่เข้าถึงยาด้วยมือเปล่า ช่วยให้การผ่าตัดมีความแม่นยำ แผลเล็กและฟื้นตัวไว
- Genioglossus Advancement: การดึงกล้ามเนื้อลิ้นมาด้านหน้าและยึดติดกับกระดูกคาง
- Lingual Tonsillectomy: การผ่าตัดต่อมทอลซิลที่โคนลิ้น ปัจจุบันมีเทคโนโลยีล่าสุดที่ใช้แขนกลหุ่นยนต์เข้าไปผ่าตัดต่อมทอลซิลบริเวณโคนลิ้นซึ่งเป็นจุดที่เข้าถึงยากด้วยมือเปล่า ช่วยให้การผ่าตัดมีความแม่นยำ แผลเล็กและฟื้นตัวไว
- Midline Glossectomy: การตัดแต่งเนื้อเยื่อโคนลิ้นส่วนเกินออก เพื่อให้ลิ้นเล็กลง
- Hyoid Suspension: การดึงและยึดกระดูกไฮออยด์บริเวณลำคอเข้ากับกระดูกกรามหรือกระดูกอ่อนไทรอยด์ เพื่อไม่ให้โครงสร้างทางเดินหายใจยุบตัว
- Epiglottis Surgery: การปรับรูปร่างหรือเคลื่อนย้ายฝาปิดกล่องเสียงไม่ให้ขวางทางลม
- การผ่าตัดโครงสร้างกระดูกใบหน้า (Skeletal Surgery) เป็นการผ่าตัดที่เหมาะและมีประสิทธิภาพสูงในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรือโครงสร้างของหน้าผิดปกติ
- MMA (Maxillomandibular Advancement): การผ่าตัดเลื่อนขากรรไกรบนและล่างไปข้างหน้าเพื่อขยายทางเดินหายใจทั้งระบบให้กว้างขึ้น
- การใช้เทคโนโลยีกระตุ้นเส้นประสาทใต้ลิ้น (Hypoglossal Nerve Stimulation: NHS) การผ่าตัดเพื่อฝังอุปกรณ์ (Inspire®) ในร่างกาย อุปกรณ์จะส่งสัญญาณไฟฟ้าไปกระตุ้นเส้นประสาทไฮโปกลอสซัล (hypoglossal nerve) ซึ่งควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อลิ้น ทำให้ลิ้นตึงตัวและยื่นออกมาด้านหน้า เพื่อเพิ่มขนาดทางเดินหายใจ รวมถึงป้องกันการยุบตัวของทางเดินหายใจ
หลังการผ่าตัดรักษาโรค OSA ควรดูแลตัวเองอย่างไร
การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีหลังการผ่าตัดเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วและลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน ผู้ป่วยจึงควรดูแลตนเองหลังการผ่าตัด ดังนี้
- นอนให้ศีรษะอยู่ในระดับสูงกว่าหน้าอก เพื่อช่วยลดบวมและลดความอึดอัดบริเวณทางเดินหายใจ
- จัดการกับความปวดโดย รับประทานยาแก้ปวดตามที่แพทย์สั่ง
- ลดอาการบวมโดยใช้การประคบเย็นเพื่อช่วยลดอาการบวมบริเวณใบหน้าและลำคอในช่วงแรก
- ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ รับประทานอาการที่มีกากใยสูง เพื่อป้องกันอาการท้องผูก ซึ่งอาจส่งกระทบต่อแผลผ่าตัดจากการออกแรงเบ่ง
- สังเกตอาการผิดปกติต่างๆ เช่น มีหนองไหล มีอาการปวดรุนแรงหรือมีเลือดออกผิดปกติ ให้รีบมาพบแพทย์ทันทีหากพบอาการเหล่านี้
- ปฏิบัติตามคำแนะของแพทย์อย่างเคร่งครัดและมาตามนัดทุกครั้ง (Follow-up) เพื่อประเมินผลการรักษา
เมื่อใดที่ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านการนอนหลับ
เมื่อคุณมีโรคะ OSA แต่ไม่สามารถใช้ CPAP ได้ นี่คือสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณควรปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญการเพื่อรับการประเมินและคำแนะนำที่เหมาะสม
- อาการไม่ดีขึ้น ยังคงง่วงนอนตอนกลางวันหรือเพลียเรื้อรังแม้พยายามใช้เครื่องแล้ว
- ใช้เครื่องไม่ได้ รู้สึกอึดอัด ทนใส่หน้ากากไม่ไหวหรืออุปกรณ์ไม่เข้ากับสรีระ
- มีอาการใหม่หรืออาการรุนแรงขึ้น เช่น กลับมานอนกรนดังหรือมีอาการหยุดหายใจขณะหลับ
- มีความกังวลด้านสุขภาพ เช่น มีโรคประจำตัวอื่นร่วมด้วย
การดูแลผู้ป่วยโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA) โดยทีมแพทย์เฉพาะทาง
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ให้บริการดูแลผู้ป่วยโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA) อย่างครอบคลุมโดยทีมแพทย์เฉพาะทางและทีมสหสาขาวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่การประเมิน การวินิจฉัยไปจนถึงการวางแผนรักษาเฉพาะบุคคล ในกรณีที่ผู้ป่วยมีข้อจำกัดในการใช้ CPAP ทีมแพทย์และศัลยแพทย์เฉพาะทางจะร่วมประเมินโครงสร้างทางเดินหายใจและปัจจัยสุขภาพของผู้ป่วยเป็นรายบุคคล เพื่อพิจารณาทางเลือกอื่น พร้อมการติดตามผลอย่างต่อเนื่องตามมาตรฐานสากล เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสมและปลอดภัย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการผ่าตัดรักษาโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA)
ถาม: ผู้ป่วย OSA ทุกคนจำเป็นต้องผ่าตัดหรือไม่
ตอบ: ไม่จำเป็น ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถรักษาด้วย CPAP ได้ แพทย์จะพิจารณาวิธีการผ่าตัด ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถใช้ CPAP ได้หรือใช้แล้วไม่ได้ผล หรือมีโครงสร้างทางเดินหายใจที่สามารถแก้ไขได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์
ถาม: การผ่าตัดรักษาโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA) สามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่
ตอบ: การผ่าตัดรักษาโรคหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) อาจเป็นทางเลือกที่ช่วยแก้ปัญหาได้อย่างถาวรสำหรับคนไข้บางราย โดยเฉพาะคนที่ไม่สามารถใช้ CPAP ได้ หรือมีอาการรุนแรงมาก เช่น การผ่าตัดเลื่อนขากรรไกรที่สามารถลดความรุนแรงของโรค หรือแม้กระทั่งช่วยให้โรคหายขาดได้ในบางกรณี อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ได้จะต่างกันไปตามโครงสร้างทางกายวิภาค ระดับความรุนแรงของโรคและการดูแลตัวเองของผู้ป่วยด้วย
ถาม: จำเป็นต้องใช้ CPAP หลังการผ่าตัดหรือไม่
ตอบ: ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและผลลัพธ์หลังการผ่าตัด ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมากหรือมีการอุดกั้นหลายจุด การผ่าตัดอาจช่วยลดความรุนแรงลงแต่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ 100% จึงยังจำเป็นต้องใช้ CPAP ร่วมด้วย
ถาม: การผ่าตัดรักษาโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA) เหมาะกับผู้ป่วยอายุเท่าใด
ตอบ: การผ่าตัด OSA ไม่มีข้อกำหนดเรื่องอายุ โดยแพทย์มักพิจารณาจากความรุนแรงของอาการ การใช้ CPAP แล้วไม่ได้ผลและโครงสร้างทางกายวิภาค
ถาม: จำเป็นต้องตรวจร่างกายอย่างไรบ้าง ก่อนแพทย์พิจารณาการผ่าตัดรักษาโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA)
ตอบ: ก่อนพิจารณาการผ่าตัด แพทย์จะทำ Sleep Test เพื่อประเมินระดับความรุนแรงของอาการ ร่วมกับการส่องกล้องตรวจโพรงจมูกและลำคอ (Nasopharyngoscopy) และการส่องกล้องขณะหลับ (Sleep Endoscopy) เพื่อระบุตำแหน่งการอุดกั้นที่ชัดเจน รวมถึงอาจมีการตรวจทางรังสีวิทยา เช่น CT scan หรือ MRI เพื่อดูลักษณะโครงสร้างใบหน้าและช่องคออย่างละเอียด เพื่อใช้ประกอบการวางแผนรักษา
ศ.นพ. ชัยรัตน์ นิรันตรัตน์|โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
รายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ:
แก้ไขล่าสุด: 27 กุมภาพันธ์ 2569