มะเร็งลำไส้ เป็นโรคที่พบได้บ่อยทั้งในผู้ชายและผู้หญิง และแนวโน้มพบในอายุน้อยลงมากขึ้นในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม หากได้รับการตรวจคัดกรองและวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โอกาสในการรักษาและควบคุมโรคจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ใน Podcast ตอนนี้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมและระบบทางเดินอาหารจากจะมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาการเตือน การตรวจวินิจฉัย แนวทางการรักษา รวมถึงเทคโนโลยีการผ่าตัดสมัยใหม่ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำและลดระยะเวลาพักฟื้น อีกหนึ่งบทสนทนาที่ช่วยให้คุณเข้าใจมะเร็งลำไส้อย่างถูกต้อง และตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ
มะเร็งลำไส้: สาเหตุ อาการ การรักษา และการคัดกรองที่ช่วยป้องกันได้
มะเร็งลำไส้ใหญ่เกิดกับใครได้บ้าง มะเร็งลำไส้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่
- ผู้ที่มี ประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
- ผู้ที่มี โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง เป็นเวลานาน
นอกจากนี้ ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในผู้ที่มีอายุ มากกว่า 45 ปีขึ้นไป แม้ไม่มีปัจจัยเสี่ยงเฉพาะก็ตาม
ลักษณะและรูปร่างของมะเร็งลำไส้
มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นเนื้องอกที่เกิดจากด้านในของลำไส้ ลักษณะที่พบบ่อยคือ
- เป็นก้อนเนื้อยื่นเข้าในลำไส้
- เป็นแผลเรื้อรัง ขอบแผลผิดปกติ ซึ่งสะท้อนถึงการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติ
อาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่
- อาการจะแตกต่างกันตามลักษณะของก้อนมะเร็ง ได้แก่
- หากเป็นก้อน อาจทำให้ ลำไส้อุดตัน หรือการขับถ่ายเปลี่ยนแปลง
- หากเป็นแผล อาจเกิด เลือดออกเรื้อรังปริมาณน้อย จนทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง โดยผู้ป่วยบางรายไม่สังเกตเห็นเลือดปนในอุจจาระ
- บางรายมีอาการคล้าย ริดสีดวงทวาร เช่น ถ่ายเป็นเลือดเล็กน้อย
- อาการท้องผูกหรือท้องเสียสลับกัน หรือถ่ายผิดปกติเล็กน้อย
โดยทั่วไป เมื่อเริ่มมีอาการ แสดงว่าก้อนมะเร็งมีขนาดค่อนข้างใหญ่แล้ว
ระยะของมะเร็งลำไส้
มะเร็งลำไส้แบ่งเป็น 4 ระยะ
- ระยะที่ 1: ผ่าตัดอย่างเดียว โอกาสหายมากกว่า 90%
- ระยะที่ 2: ผ่าตัดอย่างเดียว โอกาสหายประมาณ 60–70%
- ระยะที่ 3 และ 4: ต้องรักษาร่วมกันหลายวิธี เช่น ผ่าตัด เคมีบำบัด และการฉายแสง เพื่อเพิ่มโอกาสควบคุมโรคและการหายขาด
สาเหตุของมะเร็งลำไส้ใหญ่
สาเหตุหลักเกี่ยวข้องกับ
- พันธุกรรมและประวัติครอบครัว
- โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง ที่เป็นมานานหลายสิบปี
ส่วนปัจจัยด้านอาหาร เช่น อาหารปิ้งย่าง อาหารหมักดอง ยังอยู่ในกลุ่ม “ความเชื่อ” เนื่องจากข้อมูลวิจัยยังไม่ชัดเจน โดยสารก่อมะเร็งมักพบในส่วนที่ไหม้เกรียม จึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานส่วนที่ไหม้
การคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่
วิธีที่ดีที่สุดคือ การส่องกล้องลำไส้ใหญ่
- หากไม่พบความผิดปกติ สามารถตรวจซ้ำทุก 5–10 ปี
- หากไม่สามารถเข้าถึงการส่องกล้องได้ อาจใช้วิธีอื่น เช่น ตรวจอุจจาระหาเลือดแฝง หรือเอกซเรย์สวนแป้ง ซึ่งแม้ความแม่นยำต่ำกว่า แต่ดีกว่าไม่ตรวจเลย
หากพบติ่งเนื้อ แพทย์สามารถตัดออกได้ทันที และหากพบก้อนผิดปกติ จะตัดชิ้นเนื้อเพื่อตรวจยืนยัน
การวินิจฉัยและการวางแผนรักษา
เมื่อยืนยันว่าเป็นมะเร็ง จะมีการตรวจเพิ่มเติม เช่น CT scan, MRI หรือ PET scan เพื่อดู
- ระยะของโรค
- การกระจายของมะเร็ง
ข้อมูลเหล่านี้ใช้วางแผนการรักษาเฉพาะราย
วิธีการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่
การรักษาประกอบด้วย
- การผ่าตัด
- เคมีบำบัด
- การฉายแสง (ใช้บ่อยในมะเร็งลำไส้ตรง)
การผ่าตัดเพียงอย่างเดียวมีบทบาทประมาณ 30–40% ส่วนที่เหลือเป็นการรักษาเสริมเพื่อให้ผลการรักษาสมบูรณ์
เทคนิคการผ่าตัดมะเร็งลำไส้
ปัจจุบันนิยมใช้
- การผ่าตัดผ่านกล้อง (ผ่าตัดแผลเล็ก)
- การผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์
แม้ขั้นตอนภายในจะเหมือนการผ่าตัดเปิด แต่แผลเล็กช่วยให้
- บาดเจ็บน้อย
- ฟื้นตัวเร็ว
- ภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบหรือแผลติดเชื้อน้อยลง
ใช้เวลาผ่าตัดเฉลี่ย 3–4 ชั่วโมง และนอนโรงพยาบาลประมาณ 4–7 วัน
คุณภาพชีวิตหลังการรักษา
- มะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนต้น มักไม่กระทบการขับถ่ายมาก
- มะเร็งลำไส้ตรง อาจต้องพิจารณาทวารเทียมในบางราย
หากจำเป็นต้องมีทวารเทียม ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถใช้ชีวิต ทำงาน และเดินทางได้ตามปกติ
การดูแลหลังการรักษาและการกลับเป็นซ้ำ
- ระยะที่ 1 โอกาสกลับเป็นซ้ำ น้อยกว่า 10%
- ระยะที่ 2 ประมาณ 30%
- ระยะที่ 3–4 ต้องรักษาร่วมหลายวิธี แต่ปัจจุบันผลลัพธ์ดีขึ้นมากจากความก้าวหน้าของเคมีบำบัด
ความสำคัญของการคัดกรองในครอบครัว
หากพบมะเร็งลำไส้ในครอบครัว ญาติสายตรงควรเข้ารับการคัดกรองเมื่อถึงอายุที่เหมาะสม
จุดเด่นการรักษาที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
- ดูแลแบบ แพทย์สหสาขา
- ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
- มากกว่า 90% ของผู้ป่วย ได้รับการผ่าตัดด้วยวิธีแผลเล็ก
- มุ่งเน้นผลลัพธ์การรักษาและคุณภาพชีวิตระยะยาวของผู้ป่วย
เรียบเรียงโดย นพ. ณวรา ดุสิตานนท์
ศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
รายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ:
แก้ไขล่าสุด: 06 กุมภาพันธ์ 2569