bih.button.backtotop.text

Bumrungrad COVID-19 Recovery Clinic
คลินิกฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยโควิด-19 โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

รวมแนวทางการดูแลตนเอง พร้อมแพ็กเกจและโปรแกรม
ที่ครอบคลุมบุคคลทั่วไป ผู้ป่วยโควิด ผู้ที่หายจากโควิดแล้วแต่ยังคงมีอาการหลงเหลืออยู่

  Moderna-Lot2
ข้อมูลศูนย์

Covid19.png


เปิดให้บริการครอบคลุมในทุกด้านที่มีความสัมพันธ์กับโควิด-19 เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ เป็น Total solutions รับมือทุกปัญหาเกี่ยวกับ COVID-19 ซึ่งเราเรียกว่า Bumrungrad COVID Solutions โดยแบ่ง ออกเป็น 3 Solutions ดังนี้

 

1.Now Normal COVID Solution   Solutions ในกลุ่มนี้ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มบริการที่สำคัญ ได้แก่ 
  • Travel Clinic – บริการให้คำปรึกษาจากแพทย์ผู้ชำนาญการแนะนำกรณีที่ต้องการไปศึกษาต่อ ไปทำงาน หรือเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งครอบคลุมข้อแนะนำก่อนและหลังการเดินทาง ให้บริการทางการแพทย์เพื่อป้องกันโรคต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการเดินทาง บริการวัคซีนป้องกัน พร้อมออกหนังสือรับรอง ตรวจวินิจฉัย และให้การรักษาความเจ็บป่วยต่างๆ อันเนื่องมาจากการเดินทาง ทั้งนี้ เพื่อให้ตรงกับเงื่อนไข หลักเกณฑ์รวมถึงข้อควรปฏิบัติของประเทศปลายทาง (Fit to Fly)
  • Vaccine Passport - "วัคซีนพาสปอร์ต” หนังสือรับรองการฉีดวัคซีนสำหรับเดินทางในต่างประเทศ
  • Health Screening – สำหรับผู้มีความประสงค์ที่จะตรวจสุขภาพหรือดูแลสุขภาพ สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย 
 
2. Fighting COVID Solution

ให้บริการรักษาผู้ป่วยทั่วไปที่ต้องการเข้าถึงการรักษาโควิด-19 ตามมาตรฐานของโรงพยาบาลฯ โดยมีระดับบริการออกเป็นกลุ่มตามระดับอาการ ตามเกณฑ์ของ สาธารณสุข ได้แก่

  • Home Isolation – เป็นกระบวนการรักษาตัวที่บ้านสำหรับ ผู้ป่วยที่ตรวจพบเชื้อโควิด-19 ที่ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อย หรือผู้ป่วยที่รักษาตัว ในโรงพยาบาลมาแล้วอย่างน้อย 7-10 วัน ที่มีอาการดีขึ้น แพทย์ยินยอมให้กักตัวที่บ้านได้ โดยทางโรงพยาบาลฯ ได้มีทีมแพทย์และพยาบาลวีชาชีพ ให้คำแนะนำผ่าน ระบบ telemedicine เป็นประจำทุกวัน และมีการจ่ายยาตามอาการ
  • Hospitel – โรงพยาบาลฯ มีความร่วมมือกับโรงแรมที่สนใจเกณฑ์ ด้านสาธาณสุข เพื่อเปิดให้บริการดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการไม่รุนแรง (ผู้ป่วยสีเขียว) ภายในโรงแรมที่ถูกปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมต่อการรับรองผู้ป่วย โดยจะอยู่ ภายใต้การดูแลของโรงพยาบาลฯ และให้บริการตามาตรฐานของบำรุงราษฎร์
  • การรักษาในโรงพยาบาล - ให้การดูแลผู้ป่วย โควิด-19 ที่ได้มาตรฐานระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นทีมแพทย์ผู้ชำนาญการโรคติดเชื้อ ทีมแพทย์แผนกผู้ป่วยวิกฤต ตลอดจนสหสาขาวิชาชีพที่มีความชำนาญการด้าน ผู้ป่วยโควิด-19 โดยเฉพาะ
นอกจากนี้ เรายังมีห้องความดันลบ ห้อง ICU ห้องพัก ผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีการจัดการด้านปลอดเชื้อที่ได้มาตรฐาน มีห้องแลบที่ได้รับการ รับรองตามมาตรฐานสากล รวมถึงมียาที่มีคุณภาพสูงที่ใช้รักษาผู้ป่วยตามระดับของ อาการ เช่น Antibody Cocktails

 

3.Recover COVID Solution

ประกอบไปด้วยการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะ Long COVID เพื่อดูแลฟื้นฟูให้ร่างกายกลับมาแข็งแรง มีสุขภาพดีเหมือนเดิม โดยแบ่งการให้การรักษาออกเป็น 2 กลุ่มย่อย

  • กลุ่ม Post COVID-19 คือ ผู้ที่หายจากการติดเชื้อ ในระยะเวลา2-12 สัปดาห์
  • กลุ่ม Long COVID-19 กลุ่ม ผู้ที่หายป่วยแล้ว แต่ยังคงมีอาการหลงเหลืออยู่เกิน 12 สัปดาห์ขึ้นไป

ซึ่งคลินิกจะมี Solution เฉพาะบุคคลที่เป็นลักษณะ Personalized ที่ครอบคลุมในทุกด้าน ตั้งแต่ การตรวจประเมิน การวินิจฉัยและการวางแผนแนวทางการรักษา ทางทั้งแพทย์ผู้ชำนาญในสาขาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงนักกายภาพบำบัด นักโภชนาการ ทีมพยาบาลวิชาชีพ และทีมเภสัชกรเฉพาะทาง เพื่อให้กระบวนการฟื้นฟูมีประสิทธิภาพสูงสุดและสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติโดยเร็ว
 

แพ็กเกจแนะนำ สำหรับฟื้นฟูร่างกายหลังติดเชื้อ COVID-19
 
AW_Long-covid-BIH_1-1040x1040-CTA.jpg AW_Long-covid-BIH_2-1040x1040-CTA.jpg AW_Long-covid-BIH_3-1040x1040-CTA.jpg

 
 
อ้างอิงข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO)


โรคโควิด-19 เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่เกิดจากไวรัสซาร์สโควี-2 (SARS-CoV-2) ซึ่งติดต่อจากการสัมผัสกับละอองฝอยของน้ำลาย เสมหะ น้ำมูกของผู้ติดเชื้อ ระยะเวลาตั้งแต่ได้รับเชื้อจนถึงเริ่มมีอาการป่วยประมาณ 2-14 วัน อาการของโรคมีได้ตั้งแต่ไข้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ มีน้ำมูก เจ็บคอ ไอ จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส และอาจรุนแรงจนปอดอักเสบและอาจเสียชีวิตได้

AW_Covid-19-Project_treatment-durationTH.jpg

AW_Covid-19-Project_symtom-of-Covid19.jpg

 

อาการโควิด-19

อาการที่พบมากสุดของผู้ป่วยโรคโควิด-19 คือ มีไข้ ไอ อ่อนเพลีย หายใจติดขัด ปวดตามข้อหรือปวดกล้ามเนื้อ เจ็บคอ ปวดศีรษะ หวานสั่น คลื่นไส้อาเจียน คัดจมูก ท้องเสีย ไอเป็นเลือด ตามแดงอักเสบ ตามลำดับ

AW_Layout_Covid-19-Project_statistics-TH.jpg


สายพันธุ์ อาการ และการแพร่เชื้อ Covid-19
 

เมื่อพบอาการผิดปกติ เช่น มีไข้ ไอ จาม อ่อนเพลีย หายใจติดขัด ฯลฯ หรือประเมินประวัติแล้วว่า มีความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19 ณ ปัจจุบันมีการตรวจเพื่อวินิจฉัยการติดเชื้อ โควิด-19 หรือเพื่อการประเมินว่ามีประวัติการติดเชื้อและวัดระดับภูมิตอบสนอง ได้แก่
 
  1. การตรวจสารพันธุกรรมของไวรัส ด้วยวิธี rRT-PCR
    การตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัส SARS-CoV-2 ด้วยวิธี rRT-PCR นั้นเป็นวิธีมาตรฐานที่มีความไวและความจำเพาะสูง ทราบผลตรวจภายใน 3-5 ชั่วโมง สามารถตรวจจับเชื้อไวรัสปริมาณน้อยในรูปแบบของสารพันธุกรรม ไม่ว่าจะเชื้อเป็นหรือเชื้อตายได้จากสารคัดหลั่งทางเดินหายใจของผู้สงสัยติดเชื้อ จึงเป็นวิธีที่เหมาะสมสำหรับการตรวจวินิจฉัยโรค เพื่อการรักษาที่รวดเร็ว ตั้งแต่ระยะแรกของการเกิดโรค
  2. การตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วย Antigen Test Kit: ATK
    การตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยชุดตรวจ ATK เป็นการตรวจหาโปรตีนหรือแอนติเจนของเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ใช้วิธีการเก็บสารคัดหลั่งบริเวณโพรงจมูก หรือลำคอ ทราบผลใน 15-30 นาที ความไวและความจำเพาะอาจไม่สูงเท่าวิธี rRT-PCR แต่สามารถช่วยคัดกรองผู้ป่วยได้มากขึ้น ทั้งนี้การตรวจการติดเชื้อไวรัสโควิด 19 ด้วยชุดตรวจ ATK ควรเริ่มเก็บตัวอย่างตรวจตั้งแต่ช่วงวันแรกที่มีอาการทางระบบทางเดินหายใจหรือมีอาการสงสัยเข้าข่ายโรคโควิด-19 และอาจต้องตรวจซ้ำอีกครั้งในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมเช่น 3-5 วันหลังจากการตรวจครั้งแรกเพื่อให้ผลการตรวจมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

    AW_Covid-19-Project_read-the-resultsTH.jpg

  3. การตรวจการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน

    3.1 การตรวจภูมิตอบสนองชนิด IgM/IgG ด้วยชุดทดสอบแบบเร็ว (RDT: Rapid Diagnostic Test) ใช้วิธีการเจาะเลือด ทราบผลใน 15 นาที การใช้ชุดตรวจนี้ในช่วงแรกที่มีอาการ ผลการตรวจอาจจะให้ผลลบ ซึ่งไม่ได้แสดงว่าผู้ป่วยไม่ได้ติดเชื้อโควิด-19 เนื่องจากภูมิตอบสนองยังไม่เกิดขึ้น โดยปกติธรรมชาติของร่างกายเมื่อได้รับเชื้อจะสร้างภูมิขึ้นมาต่อสู้กับเชื้อโรค โดยภูมิตอบสนองชนิด IgM และ IgG นี้เกิดขึ้นเกือบพร้อมกันภายใน 1 ถึง 3 สัปดาห์หลังจากเริ่มมีอาการป่วย

    3.2 การตรวจวัดระดับภูมิตอบสนองต่อเชื้อ SARS-CoV-2 ชนิด IgG (Quantitative) ด้วยเทคนิค Chemiluminescent Microparticle Immuno Assay (CMIA) เป็นการทดสอบจากเลือด เพื่อหาระดับภูมิตอบสนองต่อเชื้อ SARS-CoV-2 ชนิด IgG ต่อส่วน Spike (RBD) Protein ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่เชื้อใช้ในการเข้าเซลล์ร่างกายของมนุษย์ โดยเฉพาะเซลล์ในระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดการติดเชื้อและก่อโรคขึ้นได้ ซึ่งระดับของภูมิตอบสนองต่อส่วนนี้ที่มากพอจะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อ และลดความรุนแรงของโรคลงได้ การตรวจนี้ ไม่ได้ใช้เพื่อวินิจฉัยว่ากำลังติดเชื้ออยู่หรือไม่ และผลการตรวจเป็น Positive ไม่ได้ยืนยันว่าจะป้องกันการติดเชื้อได้ 100%

    3.3 การตรวจ SARS-CoV-2 (COVID-19) Neutralizing (NT) Antibody เป็นการตรวจเพื่อดูความสามารถของภูมิต้านทานชนิด Neutralizing Antibody ในการยับยั้งเชื้อ SARS-CoV-2 ไม่ให้เข้าสู่เซลล์ร่างกายและไม่เพิ่มปริมาณในร่างกาย


ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับการตรวจภูมิตอบสนองภายหลังการฉีดวัคซีนโควิด-19

  1. กรณีผลตรวจเป็น Negative หลังจากได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น            
    • ระยะเวลาเก็บตัวอย่างเลือดมาตรวจไม่เหมาะสม
    • เป็นผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน
    • ชนิดของวัคซีน
    • ภาวะการตอบสนองของร่างกายในแต่ละบุคคล เช่น อายุ เพศ
  1. กรณีผลการตรวจเป็น Positive ไม่ได้หมายความว่าท่านจะไม่ติดเชื้อ หรือไม่แพร่เชื้อให้บุคคลอื่น ดังนั้นยังคงแนะนำให้ปฏิบัติตัวตามแนวทางป้องกันการติดเชื้อของกระทรวงสาธารณะสุขอย่างเคร่งครัด
 
วิธีตรวจ Covid-19 (Antigen Test) ด้วยตนเอง 

 

ยาใช้ในการรักษากรณีติดเชื้อไวรสโคโรนา 2019 (COVID-19)

1. Favipiravir
  • ยาต้านไวรัส
  • ข้อควรระวัง
    • มีโอกาสเกิด teratogenic effect ควรระวังการใช้ในหญิงตั้งครรภ์หรือผู้ที่อาจจะตั้งครรภ์
    • ควรปรับขนาดยาในผู้ป่วยที่มีการทำงานของตับบกพร่องในระดับปานกลางถึงรุนแรง
  • อาการข้างเคียงที่อาจพบ : ตับอักเสบ ปวดท้อง ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน ผิวหนังเป็นผื่นแพ้ ระดับกรดยูริคและไตรกลีเซอไรด์สูงขึ้น เป็นต้น
2. Corticosteroid
  • ใช้ลดการอักเสบ ขนาดยาขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์ผู้ทำการรักษาและอาการทางคลินิคของผู้ป่วย
3. ฟ้าทะลายโจร
  • บรรเทาอาการไข้หวัด แก้ไอและเจ็บคอ
  • ข้อควรระวัง: ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์หรือหญิงให้นมบุตร ผู้ที่มีประวัติแพ้ฟ้าทะลายโจร ไม่แนะนำการรับประทานยาฟ้าทะลายโจรเพื่อป้องกันโรคโควิด-19 ไม่ใช้ร่วมกับยาต้านไวรัสชนิดอื่น ระวังการใช้ร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น warfarin, aspirin, clopidogrel และยาลดความดันโลหิต
  • อาการข้างเคียงที่อาจพบ: ท้องเดิน คลื่นไส้ ใจสั่น เบื่ออาหาร เวียนศีรษะ เป็นต้น 


ยาบรรเทาอาการของโรค หรือยารักษาตามอาการ

1. ยาประจำตัวสำหรับผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว สามารถรับประทานต่อเนื่องได้ตามปกติเพื่อควบคุมอาการของโรคและลดการกำเริบของโรค
2. ยาบรรเทาอาการปวด ลดไข้ เช่น พาราเซตามอล ขนาดแนะนำ: 10-15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัว โดยรับประทานทุก 4-6 ชั่วโมง หรือเมื่อมีอาการปวดหรือมีไข้ ทั้งนี้ไม่ควรรับประทานเกิน 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน ระมัดระวังในการใช้กับผู้ป่วยโรคตับและผู้ที่เคยมีประวัติแพ้ยาพาราเซตามอล
 
3. ยาแก้แพ้หรือยาต้านฮีสตามีน (antihistamines) แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ ยาต้านฮีสตามีนกลุ่มดั้งเดิม ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้เช่น คลอเฟนิรามีน (chlorpheniramine) ยากลุ่มนี้อาจมีอาการข้างคือสามารถทำให้ง่วงซึมได้ อีกกลุ่มหนึ่งคือ ยาต้านฮีสตามีนกลุ่มที่ไม่ทำให้ง่วงนอน ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้เช่น เซทิริซีน (cetirizine), เลโวเซทิริซีน (levocetirizine), เฟโซเฟนาดีน (fexofenadine) และ ลอราทาดีน (loratadine) เป็นต้น

4. ยาบรรเทาอาการไอ ยาบรรเทาอาการไอสามารถแบ่งกลุ่มได้ดังนี้ ยาบรรเทาอาการไอชนิดที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการไอ (Antitussive) เป็นยาที่กดศูนย์ควบคุมการไอที่สมอง เช่น ยาเดกซ์โทรเมทอร์แฟน (dextromethorphan) ยาบรรเทาอาการไอชนิดที่มีฤทธิ์ละลายเสมหะ เช่น อะเซทิลซิสเทอีน (acetylcysteine) คาร์โบซิสเทอีน (carbocysteine) บรอมเฮกซีน (bromhexine) และยาบรรเทาอาการไอชนิดที่มีฤทธิ์ขับเสมหะ เช่น  ไกวเฟนิซิน (guaifenesin) เป็นต้น

5. ผงเกลือแร่ (Oral rehydrate salt: ORS) จะช่วยเพิ่มพลังงานและทดแทนการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ที่เกิดจากอาการท้องเสียหรืออาเจียน 
หมายเหตุ: แนะนำปฏิบัติตามคำแนะนำและใช้ยารักษาตามดุลยพินิจของแพทย์

รวบรวมข้อมูลโดย
ศูนย์ข้อมูลยา โรงพยาบาลบำรุงราษฏร์
กันยายน 2564

 
References:
  1. แนวทางการรักษาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ฉบับปรับปรุงวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564. [อินเตอร์เน็ต]. 2564. [เข้าถึงเมื่อ 17 ก.ย. 2564] เข้าถึงได้จาก: https://covid19.dms.go.th/backend/Content/Content_File/Covid_Health/Attach/25640909181401PM
    _CPG_COVID_v.18.2_ns_20210909%20-.pdf
  2. UpToDate [Internet]. Waltham, MA: 2021. Available from: https://www.uptodate.com/contents/search (Accessed September 17, 2021).
  3. MIMS® [Internet]. c2021. Available from: https://www.mims.com (Accessed September 17, 2021)

 

วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 มีหลากหลายชนิด ขึ้นกับเทคโนโลยีในการผลิตวัคซีน อาทิ

  1. mRNA Vaccine (Pfizer-BioNTech / ModernaTM
    ผลิตจากสารพันธุกรรมของไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคโควิด เมื่อฉีดเข้าสู่ร่างกายจะกระตุ้น ให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสขึ้นมา
  2. Viral Vector Vaccine (AstraZeneca / Johnson & Johnson)
    ใช้หลักการฝากสารพันธุกรรมของเชื้อ SARS-CoV-2 เข้าไปในไวรัสพาหะ เช่น adenovirus เพื่อพาเข้ามาในร่างกายมนุษย์ และทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสขึ้นมา
  3. Protein-Based Vaccine (Novavax)
    อยู่ในขั้นตอนการศึกษาวิจัยในมนุษย์ ระยะที่ 3 เป็นวัคซีนที่ประกอบด้วยโปรตีนของเชื้อ เช่น ส่วน Spike Protein และอาจต้องใช้สารเสริมฤทธิ์ (Adjuvant) เพื่อให้การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันดี
  4. Inactivated Vaccine (SinoVac / Sinopharm)
    ใช้ไวรัส SARS-CoV-2 ที่ถูกทำให้ตายแล้วมากระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัส


อ่านข้อแนะนำในการฉีดวัคซีนวัคซีนโควิด-19 คลิก

ศูนย์ข้อมูลวัคซีนโควิดบำรุงราษฎร์ คลิก

download.png ประเภทของวัคซีน Covid-19






 

วัคซีนป้องกัน Covid-19 
 


วัคซีนโควิด-19 มีหลากหลายชนิดขึ้นกับเทคโนโลยีในการผลิตวัคซีน วัคซีนโควิด-19 ที่เป็นชนิดเอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA) ผลิตโดยการใช้สารพันธุกรรมสังเคราะห์ที่จำลองมาจากสารพันธุกรรมของไวรัส เมื่อฉีดกระตุ้นเข้าไปในร่างกาย จะไปกำกับให้เซลล์ผลิตสารโปรตีนสไปค์ เพื่อกระตุ้นทำให้เซลล์ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสร้างภูมิต่อต้านเชื้อซาร์สโควี-2 โดยไม่เป็นอันตรายต่อเซลล์ร่างกายมนุษย์ ปัจจุบันในประเทศไทยมี 2 ชนิดคือ

  • วัคซีนโควิด-19: โคเมอร์เนตี COMIRNATYTM (Pfizer-BioNTech)
  • วัคซีนโควิด-19: COVID-19 Vaccine Moderna


ข้อมูลประสิทธิภาพวัคซีนชนิดเอ็มอาร์เอ็นเอ (Pfizer-BioNTech / ModernaTM)
 

ข้อมูลเปรียบเทียบ

Pfizer-BioNTech

ModernaTM

ผลการศึกษาด้านประสิทธิภาพ
  • ประสิทธิภาพโดยรวมในการป้องกันการติดเชื้อได้ร้อยละ 93 ถึง 95
  • ป้องกันโรคที่มีอาการรุนแรงร้อยละ 95 ถึง 100

**ประสิทธิภาพของวัคซีนอาจมีความแตกต่างกันในแต่ละประเทศที่ทำการศึกษา

ประสิทธิภาพโดยรวมในการป้องกันการติดเชื้อได้ร้อยละ 82 ถึง 94
ข้อบ่งใช้ในการป้องกันโรคโควิด-19 มีข้อบ่งใช้ในบุคคลอายุ 12 ปีขึ้นไป มีข้อบ่งใช้ในบุคคลที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
ขนาดวัคซีนและวิธีการใช้วัคซีน
  • ฉีดเข้ากล้ามเนื้อบริเวณต้นแขน
  • ขนาดต่อครั้ง = 0.3 มิลลิลิตร
  • จำนวนเข็มที่แนะนำ = 2 เข็ม
  • ระยะห่างระหว่างเข็ม 1 กับ เข็ม 2 = 3 สัปดาห์
  • ฉีดเข้ากล้ามเนื้อบริเวณต้นแขน
  • ขนาดต่อครั้ง = 0.5 มิลลิลิตร
  • จำนวนเข็มที่แนะนำ = 2 เข็ม
  • ระยะห่างระหว่างเข็ม 1 กับ เข็ม 2 = 4 สัปดาห์

vaccine-moderna.jpg


moderna-instruction.jpg

ใครควรได้รับวัคซีนโควิด-19

บุคคลทั่วไป โดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่มีความเสี่ยงต่อการสัมผัสโรค และผู้ที่มีโอกาสเป็นโรครุนแรง ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะอ้วน โรคปอด โรคหัวใจ เบาหวาน ภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็ง เป็นต้น

สำหรับหญิงให้นมบุตร หรือหญิงตั้งครรภ์ ยังไม่มีข้อมูลการศึกษาที่แน่ชัดในกลุ่มนี้ แต่อย่างไรก็ตาม หญิงให้นมบุตรและหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 12 สัปดาห์ สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนได้ และควรได้รับคำปรึกษาถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีนโดยละเอียดก่อนการตัดสินใจ

อ่านอาการไม่พึงประสงค์ และข้อมูลวัคซีนเพิ่มเติม คลิก

Layout-Moderna-Lot2_Landing-Page-1200x628-TH-THMKT.jpg

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มอบความห่วงใยในสุขภาพของท่านและลูกหลานของท่าน เปิดจองวัคซีนทางเลือก Moderna (Generation 1 Lot 2) สะดวก ปลอดภัย รับสิทธิประโยชน์เอ็กซ์คลูซีฟ ฟรีประกันภัยแพ้วัคซีนโควิด-19 สูงสูง 200,000 บาท และดูประวัติการฉีดวัคซีนได้อย่างสะดวกผ่านทางแอปพลิเคชันบำรุงราษฎร์


Layout-Moderna-Lot2_Landing-Page-1200x628-TH-2.jpg
 

1. จองและฉีดวัคซีนทางเลือก Moderna ที่บำรุงราษฎร์ สะดวกปลอดภัย

วัคซีนทางเลือก Moderna Generation 1 Lot 2 เปิดให้จองสิทธิ์ในราคา เข็มละ 1,650 บาท เนื่องด้วยวัคซีนมีจำนวนจำกัด จึงกำหนดไม่เกิน 10 โดส ต่อ 1 การซื้อ โดยสามารถโอนสิทธิ์ในการจองวัคซีนให้ผู้อื่นได้  แต่ไม่อนุญาตให้ทำการขายช่วงให้กับผู้อื่น
 
ข้อดีของการฉีดวัคซีนที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
  • มีมาตรฐานและความปลอดภัยสูงสุด
  • ฉีดโดยพยาบาลวิชาชีพที่มีความชำนาญการในการฉีดวัคซีนโดยเฉพาะ
  • กรณีที่ผู้ฉีดวัคซีนเป็นเด็กอายุ 12-17 ปี จะอยู่ภายใต้การดูแลของกุมารแพทย์และพยาบาลวิชาชีพเฉพาะทางเด็ก และมีการแยกพื้นที่ฉีดวัคซีนเป็นสัดส่วน*
ทั้งนี้ วัคซีนทางเลือก Moderna Generation 1 Lot 2 เป็นวัคซีนที่จัดสรรโดยสมาคมโรงพยาบาลเอกชนผ่านองค์การเภสัชกรรม กำหนดการส่งมอบวัคซีนทางเลือก Moderna Generation 1 Lot 2 ยังไม่มีความชัดเจน อย่างไรก็ดีทางโรงพยาบาลฯ คาดว่าจะเริ่มทยอยรับมอบวัคซีนได้ตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ถึงไตรมาสที่ 2 ของปี 2565
Layout-Moderna-Lot2_CTA-Moderna-450x200-TH.png


Layout-Moderna-Lot2_Landing-Page-1200x628-TH-3.jpg
 

2. มอบสิทธิ์ฟรีประกันภัยแพ้วัคซีนโควิด-19 มูลค่า 200,000 บาท*
 

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ร่วมกับ กรุงเทพประกันภัย มอบสิทธิพิเศษประกันภัยวัคซีนโควิด-19 สำหรับลูกค้าโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์โดยเฉพาะ
  • คุ้มครอง: อาการโคม่าจากการแพ้วัคซีน มูลค่า 100,000 บาท
  • เพิ่มเติมพิเศษ: เมื่อต้องนอนพักรักษาตัวเป็นผู้ป่วยในติดต่อกันไม่น้อยกว่า 7 วัน รับเงินปลอบขวัญ 10,000 บาท
  • ระยะเวลาคุ้มครอง: 60 วัน นับจากวันที่ฉีดวัคซีนในแต่ละครั้ง
*เฉพาะลูกค้าโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ รับสิทธิ์เพิ่มอีก 100,000 บาท คุ้มครองการแพ้วัคซีนโควิด-19 จากบริษัทผู้ผลิตวัคซีน*
 
วิธีการรับสิทธิ์ฟรีประกันภัยแพ้วัคซีนโควิด-19
  • ดาวน์โหลด Bumrungrad Application หรืออัพเดท Application ให้เป็นเวอร์ชั่นปัจจุบัน
  • Log-in ลงทะเบียนข้อมูลของท่านให้สมบูรณ์ โดยการยืนยันตัวตนผ่านอีเมล เบอร์โทรศัพท์ หรือโซเชี่ยลมีเดีย
  • เมื่อลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ท่านจะพบเมนูรับสิทธิ์ฟรีประกันภัยบน Application
ลงทะเบียนรับสิทธิประโยชน์นี้ ได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 ตุลาคม 2564

Layout-Moderna-Lot2_Landing-Page-1200x628-TH-5.jpg

 

Layout-Moderna-Lot2_CTA-App-450x200-TH.png
 
 
Layout-Moderna-Lot2_Landing-Page-1200x628-TH-4.jpg
 

3.เข้าถึงข้อมูลการฉีดวัคซีนได้อย่างสะดวก ผ่านเมนู My Vaccination Records

 
หลังจากดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน ลงทะเบียนยืนยันตัวตน และรับการฉีดควัคซีนเรียบร้อยแล้ว ท่านสามารถเข้าดูประวัติการฉีดวัคซีนกับโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้อย่างสะดวก เพียงไปที่ 1. เมนู Account 2. เมนู My Vaccination Records จากนั้นจะปรากฎรายการฉีดวัคซีนของท่าน ซึ่งสามารถดูได้ทั้งประวัติการฉีดวัคซีนล่าสุด รวมทั้งประวัติการฉีดวัคซีนย้อนหลังที่ผ่านมาได้อย่างสะดวก


Layout-Moderna-Lot2_Landing-Page-Element-1-TH.jpg


Layout-Moderna-Lot2_CTA-Vaccination-Record-450x200-TH.png

 

ขั้นตอนการจองวัคซีนทางเลือก Moderna




 
Layout-VTL-Home-Isolation-Kit_KV-(1).png

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ และทีมเภสัชกร ร่วมกันพัฒนาชุดยาและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ (Home Isolation Kit) เพื่อดูแลรักษา ป้องกัน ตรวจหา และรับมือกับสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 โดยมุ่งหวังให้ทุกคน ตลอดจนผู้ป่วยโควิด ได้เข้าถึงการดูแลสุขภาพ และการรักษาที่มีคุณภาพ เพื่อให้เราพร้อมก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน
AW_Layout_Covid-19-Project_Home-Isolation-Kit.jpg
Home Isolation Kit คือกล่องชุดเวชภัณฑ์ รวมถึงยารักษา ที่ครอบคลุมสำหรับบุคคลทั่วไปที่ต้องการดูแลสุขภาพในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส ตลอดจนกลุ่มเฝ้าระวังผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยโคยวิด-19 รวมทั้งผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 ในระยะแรก โดยแบ่งชุดยา Home Isolation Kit ตามความต้องการสุขภาพของแต่ละบุคคล ดังนี้

 
Layout-VTL-Home-Isolation-Kit_Eco-(1).png Layout-VTL-Home-Isolation-Kit_Protective-(2).png Layout-VTL-Home-Isolation-Kit_Caring-(1).png
 
 
  1. ECO Protective Set ราคา 3,400 บาท
    เหมาะสำหรับ:
    บุคคลทั่วไป ที่ต้องการดูแลสุขภาพ เพื่อการป้องกันดูแลตนเอง ตลอดจนเตรียมความพร้อมสำหรับการดูแลตัวเองที่บ้าน หากได้รับการติดเชื้อไวรัสโควิด
  2. Protective Set ราคา 5,900 บาท
    เหมาะสำหรับ:
    บุคคลทั่วไป และกลุ่มเสี่ยง ที่สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยโควิด-19 หรือมีบุคคลในครอบครัวเป็นผู้ติดเชื้อโควิด-19 หรือผู้ที่อยู่ระหว่างการกักตัวเพื่อสังเกตอาการ (Home Quarantine)
  3. Caring Set ราคา 7,200 บาท
    เหมาะสำหรับ:
    ผู้ป่วยโควิด-19 ที่อยู่ในระหว่างการกักรักษาตัวที่บ้าน (Home Isolation) ที่มีความต้องการยารักษาตามอาการที่จำเป็น รวมถึงวิตามินเสริมสำหรับฟื้นฟูสุขภาพ และอุปกรณ์จำเป็นที่ต้องใช้ระหว่างการกักตัวรักษาอาการ

AW_Layout_Covid-19-Project_Order-Step-TH.png
ขั้นตอนการสั่งจอง Home Isolation Kit

  • กรอกแบบฟอร์ม เพื่อแจ้งความประสงค์ในการสั่งจอง
  • หลังส่งแบบฟอร์ม เภสัชกรจะประเมิณข้อมูลสุขภาพของท่าน
  • จากนั้นระบบจะจัดส่ง ePayment เพื่อรับชำระเงินภายใน 24-48 ชั่วโมง
  • การจองของท่านจะสมบูรณ์ เมื่อชำระเงินครบตามจำนวนเรียบร้อยแล้ว
  • หลังเจ้าหน้าที่จะจัดส่งยาให้ท่านตามที่อยู่ที่ระบุไว้ ภายใน 7 วันทำการ

 
การรับ Home Isolation Kit

  • รับด้วยตัวเองที่ มารับด้วยตัวเองที่ VitalLife Scientific Wellness Center (อาคาร C ชั้น 10) (เฉพาะบุคคลทั่วไป ที่ไม่ได้อยู่ระหว่างช่วงกักตัวสังเกตอาการ หรือผู้ป่วยโควิด-19)
  • จัดส่งทางไปรษณีย์ ตามที่อยู่ที่ท่านระบุไว้ ภายใน 7 วันทำการ (ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม)

กรอกแบบฟอร์มถึงเภสัชกร เพื่อสั่งจอง Home Isolation Kit

mascot.png

สแกน QR Code เพื่อดาวน์โหลดคู่มือ และการใช้าน Home Isolation Kit

QR.jpg

 
  • หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีผู้คนแออัด กรณีที่จำเป็นต้องออกนอกสถานที่ให้รักษาระยะห่างเสมอ พกเจลทำความสะอาดติดตัว และสวมใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้ง
  • เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง ทั้งจากการเลือกรับประทานอาหารที่ครบหมู่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หรือทานวิตามินเสริมที่จำเป็นต่อการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เช่น วิตามินซี วิตามินดี และสังกะสี เป็นต้น
  • ศึกษาข้อแนะนำการใช้ชีวิตในสถานการณ์โควิดเพิ่มเติม คลิก

Life-goes-on-under-covid-19.jpg

 
โปรแกรมหรือแพ็กเกจแนะนำสำหรับบุคคลทั่วไป เพื่อรับมือและดูแลตนเองในสถานการณ์โควิด-19
 
  • หากได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว สามารถตรวจวัดระดับภูมิตอบสนองชนิด IgG (IgG antibody) ต่อ Spike protein เพื่อทราบระดับภูมิตอบสนองของร่างกายภายหลังฉีดวัคซีน COVID-19 หรือการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พร้อมกับตรวจระดับวิตามินดี (Vitamin D) เพื่อประเมินสภาวะของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยแนะนำให้ตรวจภูมิตอบสนองหลังฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว (ครบ 2 เข็ม) เป็นเวลา 14-28 วัน แต่ไม่ควรนานเกิน 3 เดือน

 

Layout-Covid-19-Center_Immune-Response-for-COVID-19-after-Vaccination-TH.jpg Layout-Covid-19-Center_Immune-Response-for-COVID-19-after-Vaccination-(-Vitamin-D-Level)-TH.jpg

  

  • ใช้สเปรย์พ่นจมูก ที่ผ่านการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่า สามารถบล็อกไวรัสในโพรงจมูกได้มากถึง 97% และช่วยลดอัตราการติดเชื้อ SARS-CoV-2 โดยแนะนำฉีดพ่นก่อนสวมใส่หน้ากากอนามัย เพราะการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นภายในจมูก การป้องกันการติดเชื้อไวรัสในจมูกจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดย Taffix มีสาร HPMC เป็นส่วนประกอบ ซึ่งทำหน้าที่สร้างชั้นเจลปกป้องแบบบางพิเศษบนผิวเยื่อเมือกภายในโพรงจมูก โดยเจลนี้จะช่วยลดค่า pH ของโพรงจมูกให้เหลือ 3.5 ทำให้ไวรัสที่เข้าสู่โพรงจมูกจำนวนมากถึง 97% (อ้างอิงข้อมูล www.taffixprotect.com) ไม่ก่อให้เกิดการติดเชื้อ อีกทั้งยังให้การปกป้องนาน 5 ชั่วโมง
Taffix_The_New_Daily_Routine.jpg

* ช่วยบล็อกแบคทีเรียในโพรงจมูกได้มากถึง 97%
* สเปรย์ทำงานภายใน 50 วินาที หลังจากพ่น
* ปกป้องยาวนานถึง 5 ชั่วโมง ต่อการฉีด 1 ครั้ง

Taffix_Benefits.jpg


Taffix เหมาะสำหรับผู้ใหญ่ และเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป โดยควรใช้ Taffix พ่นจมูก 2-3 นาที ก่อนออกไปยังพื้นที่สาธารณะ หรือพื้นที่ที่มีสภาพแวดล้อมเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อไวรัสทางอากาศสูง เช่น ที่ทำงาน ร้านอาหาร ระบบขนส่งสาธารณะ และพื้นที่ปิด เป็นต้น


Ttaffix_Use.jpg
 
สอบถามข้อมูล หรือสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ คลิก
 
  • เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง พร้อมรับมือสถานการณ์สำคัญ ด้วยโปรแกรม Immune Fighter Plus
 
AW_Layout_Covid-19-Project_3-Step-immune-(1).jpg

Layout-Covid-19-Center_Immune-Fighter-Plus-TH.jpg
 


AW_Cancer-with-COVID-19_1024x512.jpg


แนวทางการดูแลตัวเองสำหรับผู้ป่วยมะเร็งในช่วงโควิด

  1. ล้างมือบ่อย ๆ สวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง ฉีดวัคซีน
  2. มีสติ เรื่องโภชนาการ การออกกำลังกาย การคลายเครียดและพักผ่อน
  3. ทานอาหารที่ปลอดสารพิษ เพราะสารพิษในอาหารจะทำให้ภูมิคุ้มกันเสื่อม
  4. ทานโปรตีนให้ถึง มื้อละ 20-25 กรัม 3 มื้อ ต่อวัน เพราะภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงถูกสร้างมาจากโปรตีน
  5. ควรลดการทานน้ำตาล เพราะน้ำตาลในเลือดที่สูงจะทำให้ภูมิคุ้มกันไม่มีประสิทธิภาพ
  6. ออกกำลังสม่ำเสมอ เพื่อที่จะช่วยให้มวลกล้ามเนื้อเยอะขึ้น กล้ามเนื้อจะส่งสัญญาณให้กับภูมิคุ้มกัน เพื่อจะทำให้ภูมิคุ้มกันต่อสู้กับไวรัสและเซลล์มะเร็งได้ดีขึ้น
  7. การนอนที่เพียงพอ 6-8 ชั่วโมง จะช่วยทำให้ร่างกายฟื้นฟูและทำให้ภูมิคุ้มกันพร้อมที่จะต่อสู้ไวรัสและเซลล์มะเร็ง
  8. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเรื่องการใช้อาหารเสริมหรือสมุนไพรต่าง ๆ เพื่อความปลอดภัยและไม่กระทบกับการรักษามะเร็ง
  9. ควรหาพื้นที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ เพราะมลพิษจะทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่องได้ การใช้ HEPA Filter มีประโยชน์ในการกรองอากาศให้บริสุทธิ์
 
esperance.png
 
 
คลินิกเวชกรรมมะเร็ง เน้นการรักษามะเร็งแบบเฉพาะบุคคลด้วยวิธีแบบผสมผสาน

เอสเพอรานซ์ มุ่งมั่นที่จะใช้นวัตกรรมการป้องกันและการต่อสู้มะเร็งเพื่อมอบคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิมให้กับผู้ป่วย วิธีการของเอสเพอรานซ์ คือ การรักษามะเร็งแบบเฉพาะบุคคลด้วยวิธีแบบผสมผสาน ด้วยการดูแลรักษามะเร็งเชิงบูรณาการ ทีมผู้เชี่ยวชาญของเราพัฒนานวัตกรรม และนำไปใช้ลดผลกระทบร้ายแรงจากมะเร็ง

esperance_click.jpg

 
 
  • กรณีสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อโควิด-19 หรือมีบุคคลในครอบครัวป่วยด้วยโรคโควิด 19 จำเป็นต้องแยกตัว หรือกักตัวเพื่อสังเกตอาการ 14 วัน (Home Quarantine)
  • กำหนดพื้นที่ภายในที่อยู่อาศัยให้ชัดเจน ไม่รับประทานอาหาร หรือใช้ของส่วนตัวร่วมกัน
  • ทุกคนในบ้านควรสวมหน้ากากอนามัย เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง ทั้งจากการเลือกรับประทานอาหารที่ครบหมู่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หรือทานวิตามินเสริมที่จำเป็นต่อการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เช่น วิตามินซี วิตามินดี และสังกะสี เป็นต้น
  • ใช้ชุดตรวจ Antigen (SARS-CoV-2 Rapid Antigen) เก็บสารคัดหลั่งบริเวณโพรงจมูกด้วยตนเอง สามารถทราบผลใน 15-30 นาที ควรเริ่มเก็บตัวอย่างตรวจตั้งแต่ช่วงวันแรกที่มีอาการทางระบบทางเดินหายใจ หรือมีอาการสงสัยเข้าข่ายโรคโควิด-19 และอาจต้องตรวจซ้ำอีกครั้งในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมเช่น 3-5 วันหลังจากการตรวจครั้งแรกเพื่อให้ผลการตรวจมีความแม่นยำและน่าเชื่อถือมากขึ้น

info-Home-Quarantine_info-Home-Quarantine.jpg
 
 
โปรแกรมหรือแพ็กเกจแนะนำสำหรับบุคคลที่สัมผัสผู้ป่วยใกล้ชิดเพื่อรับมือและดูแลตนเองในสถานการณ์โควิด-19
 
  • ปรึกษานักกำหนดอาหาร ผ่านระบบออนไลน์ หรือ Tele-Consultation เพื่อรับคำแนะนำในการปรับการรับประทานให้เหมาะสม และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง
 
ให้คำปรึกษาโดยนักกำหนดอาการ ระยะเวลา 60 นาที พร้อมเอกสารประกอบ
Layout-Covid-19-Center_Nutrition-Tele-Consultation-TH.jpg
 
  • เสริมภูมิต้านทานร่างกายแบบองค์รวม ด้วยวิตามินอาหารเสริมสูตร Immune Defense สูตรพิเศษที่คิดค้นโดยแพทย์ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและการฟื้นฟูสุขภาพแบบองค์รวม คัดสรรส่วนผสมจากทั่วทุกมุมโลกที่มีงานวิจัยรองรับอย่างพิถีพิถัน พร้อมส่งมอบส่วนผสมอันทรงพลังได้แก่ สารสกัดจากมะขามป้อม สังกะสี น้ำมันปลา วิตามินอี วิตามินดี กรดอะมิโนและวิตามินอีกหลายชนิดที่มีความสำคัญต่อกระบวนการเสริมสร้างภูมิต้านทานร่างกาย
 
Layout-Covid-19-Center_Immune-Defense-TH.jpg
 
 

จากแนวทางการรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จำแนกผู้ป่วยออกเป็นทั้งหมด 4 กลุ่ม ดังนี้

 

ผู้ป่วย COVID-19

แนวทางการรักษา

  1. กลุ่มผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ที่ไม่มีอาการ
  • แนะนำกักตัวที่บ้านหรือในสถานที่ที่รัฐจัดให้อย่างน้อย 14 วัน นับจากวันที่ตรวจพบเชื้อ
  • ให้ดูแลรักษาตามดุลยพินิจของแพทย์ ไม่ให้ยาต้านไวรัส
  • พิจารณาให้ฟ้าทะลายโจรขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์
  1. ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง ไม่มีปอดอักเสบ ไม่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรงหรือโรคร่วมสำคัญและมีภาพถ่ายรังสีปอดปกติ
  • แนะนำแยกกักตัวที่บ้าน หรือรับการรักษาแบบ home isolation หรือ community isolation อย่างน้อย 14 วัน
  • พิจารณาเริ่ม favipiravir ให้เร็วที่สุด
  1. ผู้ป่วยที่ไม่มีอาการหรือมีอาการไม่รุนแรง แต่มีปัจจัยเสี่ยง*เป็นโรครุนแรงหรือมีโรคร่วมสำคัญหรือผู้ป่วยที่มีปอดอักเสบเล็กน้อยที่ไม่เข้าเกณฑ์ข้อ 4

*ปัจจัยเสี่ยงข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ ได้แก่ อายุ > 60 ปี โรคปอดอุดกันเรื้อรัง (COPD) รวมโรคปอดเรื้อรังอื่นๆ โรคไตเรื้อรัง (CKD) โรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจแต่กำเนิด โรคหลอดเลือดสมอง เบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ ภาวะอ้วน (น้ำหนัก >90 กก. หรือ BMI ≥30 กก./ตร.ม.) ตับแข็ง ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ และ lymphocyte <1,000 เซลล์/ลบ.มม หรือผู้ป่วยที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงแต่มีแนวโน้มที่จะมีความรุนแรงของโรคเพิ่มมากขึ้น

  • แนะนำการรักษาตัวในโรงพยาบาล
  • เริ่มยา favipiravir ให้เร็วที่สุด
  • พิจารณาให้ยา corticosteroid ร่วมกับยา favipiravir ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการและภาพถ่ายรังสีปอดที่แย่ลง
  1. ผู้ป่วยยืนยันที่มีปอดบวมที่มี hypoxia (resting O2 saturation ≤ 96%) หรือมีภาวะลดลงของออกซิเจน SpO2 ≥ 3% ของค่าที่วัดได้ครั้งแรก หรือภาพรังสีทรวงอกพบการดำเนินของ pulmonary infiltrates
  • แนะนำการรักษาตัวในโรงพยาบาล
  • แนะนำให้ยา favipiravir เป็นเวลา 5-10 วัน ขึ้นกับอาการทางคลินิค หากไม่ตอบสนองต่อการรักษา อาจพิจารณาเปลี่ยนเป็น Remdesivir
  • แนะนำให้ยา corticosteroid
# ดัดแปลงจาก แนวทางการรักษาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ฉบับปรับปรุงวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564

หมายเหตุ: แนะนำปฏิบัติตามคำแนะนำและใช้ยารักษาตามดุลยพินิจของแพทย์

 
รวบรวมข้อมูลโดย
ศูนย์ข้อมูลยา โรงพยาบาลบำรุงราษฏร์
กันยายน 2564


References:
  1. แนวทางการรักษาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ฉบับปรับปรุงวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564. [อินเตอร์เน็ต]. 2564. [เข้าถึงเมื่อ 17 ก.ย. 2564] เข้าถึงได้จาก:
    https://covid19.dms.go.th/backend/Content/Content_File/Covid_Health/Attach/25640909181401PM
    _CPG_COVID_v.18.2_ns_20210909%20-.pdf
  2. UpToDate [Internet]. Waltham, MA: 2021. Available from: https://www.uptodate.com/contents/search (Accessed September 17, 2021).
  3. MIMS® [Internet]. c2021. Available from: https://www.mims.com (Accessed September 17, 2021)  
 
  • ผู้ป่วยยืนยันโควิด 19 ทีมีอาการเล็กน้อย ไม่รุนแรง อาจรับการแยกกักตัวที่บ้าน (Home Isolation) โดยหมั่นสังเกตอาการตนเอง เช่น วัดอุณหภูมิ และวัดระดับออกซิเจนปลายนิ้ว เป็นประจำทุกวัน
  • อยู่ภายในห้องส่วนตัว งดออกจากบ้าน ไม่ให้บุคคลอื่นมาเยี่ยม
  • แยกของใช้ส่วนตัว ไม่รับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น หรือไม่รับอาหารโดยตรงจากผู้ส่งอาหาร
  • เตรียมยาสามัญประจำบ้าน เช่น ยาลดไข้ เจลลดไข้ เพื่อปฐมพยาบาลเบื้องต้น หรือปรึกษาแพทย์ออนไลน์ เพื่อสอบถามอาการ และรับการจัดส่งยาตามที่แพทย์แนะนำ
  • หากมีอาการแย่ลง เช่น หอบเหนื่อย ไข้สูง ให้รีบติดต่อโรงพยาบาลที่อยู่ในการดูแล

info-Home-Quarantine_info-Home-Isolation.jpg
 
โปรแกรมหรือแพ็กเกจแนะนำสำหรับผู้ป่วยโควิด 19 เพื่อการดูแลตนเองเมื่อต้องกักตัวที่บ้าน
 
  • ปรึกษานักกำหนดอาหาร ผ่านระบบออนไลน์ หรือ Tele-Consultation เพื่อรับคำแนะนำในการปรับการรับประทานให้เหมาะสม และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง
บริการให้คำปรึกษาทางโภชนาการ โดยนักกำหนดอาหาร ผ่านระบบออนไลน์ คลิก
 
  • เตรียมพร้อมการดูแลตนเอง ด้วยชุดยาและเวชภัณฑ์ Home Isolation Kit ในชุด Caring Set เหมาะสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่อยู่ในระหว่างการกักรักษาตัวที่บ้าน (Home Isolation) ที่มีความต้องการยารักษาตามอาการที่จำเป็น รวมถึงวิตามินเสริมสำหรับฟื้นฟูสุขภาพ และอุปกรณ์จำเป็นที่ต้องใช้ระหว่างการกักตัวรักษาอาการ กรอกแบบฟอร์มเพื่อสั่งซื้อ Home Isolation Kit
กรอกแบบฟอร์มเพื่อสั่งซื้อ Home Isolation Kit คลิก
 
  • อีกหนึ่งทางเลือก ผู้ที่ตรวจพบการติดเชื้อโควิด-19 แต่ไม่ปรากฏอาการ ไม่มีอาการไอ ไม่มีอาการหายใจติดขัด อุณหภูมิต่ำกว่า 37.5 ไม่มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่ผู้ที่มีอาการเพียงเล็กน้อย ไอเล็กน้อย ไม่มีอาการหอบ สามารถเลือกเข้ารับการดูแลรักษาแบบ Hospitel มาตรฐานบำรุงราษฎร์ เป็นเวลา 14 วันได้ รายละเอียดเพิ่มเติม
บำรุงราษฎร์ - โซ แบงคอก สาทร คลิก
  • กรณีผู้ที่เคยเป็นโรคโควิด-19 มาก่อน และได้รับการรักษาจนหายดี ไม่มีเชื้อเป็นในร่างกายแล้ว แต่ยังมีอาการไม่พึงประสงค์หลงเหลืออยู่ เช่น อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ มีไข้ ใจสั่น หรือบางรายอาจมีภาวะซึมเศร้า โดยภาวะนี้เรียกว่า ลองโควิด (Long COVID) เป็นอาการเรื้อรังของผู้ที่เคยติดเชื้อโควิด
  • สำหรับสาเหตุของอาการลองโควิด ยังไม่มีผลการศึกษาวิจัยแน่ชัด แต่มีความเป็นไปได้ว่า อาจเกิดจากประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันลดลง หรือเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย รวมถึงภาวะเครียดในช่วงเวลาที่ป่วย เป็นต้น
  • อย่างไรก็ดี แม้ผู้มีภาวะลองโควิด จะตรวจไม่พบเชื้อแล้ว แต่ร่างกายอาจยังฟื้นฟูได้ไม่เต็มร้อย จึงควรให้ความสำคัญกับการดูแลตนเอง เช่น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบหมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ ละเว้นการดื่มแอลกอฮอล์ หรือสูบบุรี่ เป็นต้น
  • หรือสามารถตรวจเพื่อทราบระดับภูมิตอบสนองชนิด IgG (IgG antibody) ต่อ Spike protein ตรวจภูมิต้านทาน (Neutralization) ของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (SARS-CoV-2) เพื่อทราบปริมาณของภูมิตอบสนองและความสามารถของภูมิรวมทั้งระดับวิตามินดีในร่างกาย หลังการติดเชื้อได้เช่นกัน
  • นอกจากนี้ ยังแนะนำให้มีผู้ภาวะลองโควิด เข้ารับการตรวจร่างกาย เช่น ความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจ สมรรถภาพการทำงานของปอด การทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน เพื่อรับคำปรึกษาจากแพทย์ชำนาญการ ในการฟื้นฟูดูแลร่างกายอย่างตรงจุด เพื่อให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง
AW-Long-COVID_web-1024x512-(1).jpg
 
โปรแกรมหรือแพ็กเกจแนะนำสำหรับผู้ที่เคยป่วยโควิด-19 และรักษาหายแล้ว แต่ยังคงมีอาการไม่พึงประสงค์อยู่
  • สามารถเข้ารับการฟื้นฟูสุขภาพด้วยโปรแกรมเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน พร้อมปรับสมดุลร่างกาย อาทิ การบำบัดด้วยออกซิเจนความกดบรรยากาศสูง กระตุ้นกลไกการซ่อมแซมร่างกายอย่างเป็นธรรมชาติ รวมทั้งการรับวิตามินบำบัด IV Therapy ผ่านทางหลอดเลือดดำ หรือ วิตามินบำบัด คือการให้วิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายเข้าทางกระแสเลือดโดยตรง ผ่านทางหลอดเลือดดำ โดยเฉพาะสูตรเสริมสร้างภูมิคุ้มกันไมเยอร์ (IV Immune Myer) เอื้อให้ร่างกายได้รับวิตามิน และแร่ธาตุต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว โดยการให้วิตามินทางหลอดเลือดนั้น จะมีการผสมสารต่าง ๆ ที่วิเคราะห์ตามความต้องการของร่างกาย เพื่อให้การฟื้นฟูสุขภาพมีประสิทธิภาพสูงสุด อย่างไรก็ตาม การให้วิตามินบำบัดทางหลอดเลือด จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์และบุคลากรชำนาญการ
 
Layout-Covid-19-Center_Hyperbaric-Oxygen-Therapy-TH-(1).jpg Layout-Covid-19-Center_IV-Immune-Myer-TH-(1).jpg