การผ่าตัดผ่านกล้องเพื่อลดขนาดกระเพาะอาหารด้วยการตัดเชื่อมกระเพาะอาหาร

การผ่าตัดผ่านกล้องเพื่อลดขนาดกระเพาะอาหารด้วยวิธี laparoscopic gastric bypass เป็นวิธีการผ่าตัดเพื่อลดขนาดกระเพาะอาหารให้เล็กลง ช่วยจำกัดปริมาณอาหารที่รับประทาน ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนัก
 


ข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด

  1. ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากกว่าน้ำหนักตัวมาตรฐาน (ideal body weight) ประมาณ 45 กิโลกรัม (100 ปอนด์) ซึ่งเทียบเท่ากับค่าดัชนี    มวลกาย (BMI) 40 กก./ตร.ม. 
  2. ผู้ที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) 35 กก./ตร.ม. ร่วมกับมีโรคแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง อาการหยุดหายใจขณะนอนหลับ อาการปวดข้อเนื่องจากรับน้ำหนักตัวมากเกินไป 


ประโยชน์ของการผ่าตัด

ช่วยให้กระเพาะอาหารเล็กลง ผู้ป่วยจะรับประทานอาหารได้น้อยลงโดยไม่รู้สึกหิว และจะรู้สึกอิ่มเร็วขึ้น จึงช่วยจำกัดปริมาณการบริโภคอาหารและนำไปสู่การลดน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพ 


ขั้นตอนการผ่าตัด

การผ่าตัดนี้เป็นการผ่าตัดผ่านกล้อง (laparoscopic technique) โดยเย็บส่วนของกระเพาะอาหารให้มีขนาดประมาณ 15-30 มิลลิลิตร จากนั้นจึงนำมาต่อเข้ากับลำไส้เล็ก ด้วยวิธีการผ่าตัดนี้ผู้ป่วยจะมีรอยแผลผ่าเล็กๆ ที่หน้าท้อง 5 รอย ขนาดของแผลประมาณ  0.5-2 เซนติเมตร และจะมีอาการเจ็บแผลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น


ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

เนื่องจากการผ่าตัดนี้ ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับยาสลบ ดังนั้นจึงอาจมีความเสี่ยงได้เท่าๆ กับการผ่าตัดอื่น ส่วนภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวมักเกี่ยวข้องกับตัวสายซิลิโคนเอง เช่น การเลื่อนหลุดของสายซิลิโคน การหย่อนย้อยของกระเพาะอาหารเข้าไปในสายซิลิโคน และการสึกหรอของสายซิลิโคนที่แผ่ขยายเข้าไปที่ผนังกระเพาะอาหาร โดยภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ประมาณ 10-30%


การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการผ่าตัด

  • ก่อนเข้ารับการผ่าตัด ผู้ป่วยจะต้องตรวจร่างกายและส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร เพื่อให้มั่นใจว่ามีสุขภาพแข็งแรงเพียงพอที่จะเข้ารับการผ่าตัด
  • เข้ารับคำแนะนำด้านโภชนาการ
  • เข้ารับการทดสอบสภาพจิตใจว่าพร้อมจะเข้ารับการผ่าตัดและพร้อมจะเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อสุขภาพหลังการผ่าตัดหรือไม่ 
  • ประเมินภาวะโรคที่เป็นอยู่ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคปอด เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถควบคุมโรคต่างๆ เหล่านี้ และเข้ารับการผ่าตัดได้
  • หากผู้ป่วยสูบบุหรี่ จะต้องหยุดสูบบุหรี่ก่อนการผ่าตัด 2-3 สัปดาห์ รวมถึงหลังการผ่าตัดด้วย เนื่องจากการสูบบุหรี่จะทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวช้าและเพิ่มความเสี่ยงของปัญหาต่างๆ 
  • แจ้งแพทย์และพยาบาลหากไม่แน่ใจว่าตั้งครรภ์หรือไม่
  • หากกำลังรับประทานยา อาหารเสริม หรือสมุนไพร ควรปรึกษาแพทย์ว่าสามารถรับประทานยาชนิดใดได้บ้างและควรหยุดรับประทานยาชนิดใดก่อนการผ่าตัด 
  • งดน้ำและอาหารหลังเที่ยงคืนในวันที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด หากมียาที่ต้องรับประทานตามแพทย์สั่ง ให้รับประทานยาพร้อมจิบน้ำน้อยๆ


การปฏิบัติตัวหลังการผ่าตัด

  • หลังผ่าตัดผู้ป่วยจะถูกนำมาที่ห้องพักฟื้น โดยอาจมีการใช้หน้ากากออกซิเจนเพื่อช่วยในการหายใจ ผู้ป่วยอาจยังมีความรู้สึกงัวเงียหลังจากรู้สึกตัวแล้ว และจะมีสายน้ำเกลือที่แขนเพื่อให้อาหารและสารน้ำทางเส้นเลือดจนกว่าผู้ป่วยจะรับประทานอาหารได้ ขณะอยู่ในห้องพักฟื้น พยาบาลจะคอยตรวจเช็กชีพจรและวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ และจะย้ายผู้ป่วยไปยังห้องพักเมื่อผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น หากผู้ป่วยรู้สึกคลื่นไส้ควรแจ้งพยาบาล
  • โดยทั่วไปผู้ป่วยจะพักฟื้นในโรงพยาบาลประมาณ 3 วัน แต่ขึ้นกับความสมบูรณ์ของร่างกายของผู้ป่วยหลังการผ่าตัด หากผู้ป่วยมีอาการแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดหรือต้องเข้ารับการผ่าตัดเพิ่มเติม อาจต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลนานขึ้น
  • หลังการผ่าตัดผู้ป่วยจะได้รับการควบคุมอาหารทันที ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง โดยจะได้รับแผนการรับประทาน อาหารจากแพทย์และต้องเข้ารับคำปรึกษาจากนักโภชนาการ โดยทั่วไปแล้วควรปฏิบัติดังนี้
    • หลัง 4 สัปดาห์แรก ผู้ป่วยจะรับประทานได้แต่อาหารเหลว เช่น ซุปใส ชา กาแฟ เครื่องดื่มที่ไม่เติมน้ำตาลและไม่อัดลม น้ำผัก น้ำผลไม้ โยเกิร์ต แต่ผู้ป่วยจะต้องจำกัดปริมาณสารน้ำที่ได้รับในแต่ละครั้ง และให้รับประทานครั้งละน้อยแต่บ่อยครั้ง
    • ใน 2 สัปดาห์ถัดมา ผู้ป่วยจะได้รับการจำกัดให้รับประทานอาหารเป็นชิ้นเล็กๆ เช่น ข้าวต้ม หลังจากนั้นจะปรับเปลี่ยนเป็นอาหารปกติ แต่ควรรับประทานในปริมาณน้อยๆ เคี้ยวอาหารให้ละเอียดและนานกว่าปกติก่อนกลืน และไม่ควรดื่มน้ำพร้อมกับการรับประทานอาหาร ควรดื่มน้ำก่อนรับประทานอาหาร 15-30 นาที 
  • ผู้ป่วยจะได้รับรายละเอียดผลการผ่าตัดในภายหลัง และจะต้องกลับมาพบแพทย์อีกครั้งเพื่อตรวจเช็กหากจำเป็น โดยปกติแล้วแพทย์จะทำการนัดให้ผู้ป่วยกลับมาตรวจเป็นระยะๆ ไปโปรดตระหนักว่า รูปแบบการใช้ชีวิตและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนั้น เป็นเรื่องสำคัญมากต่อการที่จะประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนักการผ่าตัดโรคอ้วนนั้นเป็นหัตถการที่ต้องอาศัยการควบคุมหลังจากนั้น 


แนวทางการรับประทานอาหาร

  1. รับประทานอาหาร 3 มื้อต่อวัน และจำกัดอาหารว่างที่ไม่จำเป็นระหว่างมื้อ 

การลดน้ำหนักจะประสบความสำเร็จหรือไม่  ขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณรับประทาน อาหารว่างที่ไม่มีประโยชน์ระหว่างมื้อ (เช่น ขนมกรุบกรอบ ขนมอบต่างๆ ฯลฯ) หรือการรับประทานบ่อยครั้ง จะทำให้การลดน้ำหนักไม่ประสบความสำเร็จ และทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นเนื่องจากได้รับปริมาณแคลอรี่มากเกินความจำเป็น

  1. รับประทานอาหารช้าๆและเคี้ยวให้ละเอียดเหลว 

การเคี้ยวอาหารไม่ละเอียดจะทำให้ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และระคายเคืองกระเพาะอาหารได้ การเคี้ยวให้ละเอียดเป็นเรื่องสำคัญมาก ต้องละเอียดจนเหลวเท่านั้น และควรตัดอาหารให้เป็นชิ้นเล็กๆก่อนรับประทาน  หรืออาจจะหยุดพัก 1 นาทีก่อนรับประทานคำต่อไป และควรใช้เวลาอย่างน้อย 30 นาทีในการรับประทานอาหารต่อมื้อ

  1. หลีกเลี่ยงการรับประทานน้ำตาล 

ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลปรากฏเป็นส่วนประกอบ 3 อันดับแรกบนฉลาก จำนวนกรัมที่ระบุบนฉลากนั้นระบุว่าเป็นน้ำตาลตามธรรมชาติหรือน้ำตาลที่เติมเข้าไป ดังนั้น การอ่านฉลากอาหารเป็นเรื่องจำเป็น ทำให้ทราบว่า น้ำตาลในอาหารชนิดนั้นเป็นน้ำตาลแบบใด และ ควรจำกัดปริมาณน้ำตาลให้เหลือเพียง 15 กรัม หรือน้อยกว่านั้น ต่อการรับประทานหนึ่งมื้อ เพื่อช่วยควบคุมแคลอรี่ในอาหาร

 

สถานที่ตั้ง

ศูนย์ศัลยกรรม
อาคารบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล คลินิก ชั้น 16
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ 33 สุขุมวิท ซอย 3 เขตวัฒนา กรุงเทพ 10110 ประเทศไทย

ติดต่อสอบถามและทำการนัดหมายแพทย์

โทรศัพท์ 0 2667 1555
โทรสาร 0 2667 2915
คะแนนโหวต: 8.67 of 10, จากจำนวนคนโหวต 6 คน

 
โปรแกรมการรักษาอื่นๆ
  • การผ่าตัดผ่านกล้องเพื่อลดขนาดกระเพาะอาหารด้วยการตัดเชื่อมกระเพาะอาหาร