ภาวะสมองขาดเลือด (STROKE)
ภาวะสมองขาดเลือดคืออะไร
ภาวะสมองขาดเลือดถือว่าเป็นหนึ่งในโรคสำคัญที่พบได้บ่อยในสังคมเรา และกลายเป็นปัญหาหนักต่อตัวผู้ป่วยเอง
ต่อครอบครัวของผู้ป่วย รวมทั้งต่อสังคมโดยทั่วไปด้วย โรคนี้จะทำให้เกิดอาการอัมพาตเฉียบพลัน
ผู้ป่วยอาจสูญเสียความสามารถในการพูดและ/หรือการมองเห็น ภาวะสมองขาดเลือดมีสาเหตุจากการที่ร่างกายไม่สามารถลำเลียงเลือดไปเลี้ยงสมองได้
เนื่องจากเกิดการอุดตันของเส้นเลือด ส่งผลให้ออกซิเจนและสารอาหารอื่นไม่สามารถขึ้นไปเลี้ยงสมองได้เพียงพอ
หลังจากนั้นเซลล์สมองก็จะตายในเวลาเพียงสั้นๆ
นอกจากนี้ ภาวะสมองขาดเลือดอาจเกิดขึ้นจากการมีเลือดออกในสมองเนื่องจากภาวะหลอดเลือดแตก
ซึ่งอัตราการเกิดขึ้นของกรณีนี้มีประมาณ 12% ของภาวะสมองขาดเลือดทั้งหมด
ความรุนแรงของภาวะสมองขาดเลือดจะมากหรือน้อยเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับตำแหน่งของเนื้อเยื่อสมองที่ถูกทำลาย
โดยธรรมชาติแล้วสมองด้านซ้ายจะควบคุมการทำงานของอวัยวะซีกขวาและการพูด โดยสมองด้านขวาควบคุมการทำงานของร่างกายซีกซ้าย
อาการของภาวะสมองขาดเลือด
ภาวะสมองขาดเลือดอาจไม่ได้ทำลายเซลล์เนื้อเยื่อทุกเซลล์ทันทีหลังเกิดการอุดตันที่เส้นเลือดในสมอง
ดังนั้นถ้าได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ก็จะสามารถรักษาเซลล์ต่างๆ ให้ทำหน้าที่เหมือนเดิมได้
ยิ่งไปกว่านั้น หากสามารถรักษาและป้องกันปัจจัยเสี่ยงที่เป็นตัวกระตุ้นปัญหาเรื่องการไหลเวียนของเลือดเสียแต่เนิ่นๆ
ภาวะสมองขาดเลือดก็สามารถป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้
สัญญาณเตือนของภาวะสมองขาดเลือด
- มีความผิดปกติทางการมองเห็นที่ดวงตาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง โดยมีอาการตั้งแต่การมองเห็นภาพไม่ชัดจนถึงภาวะตาบอดช่วงสั้นๆ
- อาการอ่อนแรงของนิ้วมือ มือ หรือทั้งแขนและขา หรือที่ร่างกายซีกใดซีกหนึ่ง หากเป็นขั้นรุนแรงก็อาจมีอาการอัมพาตครึ่งซีก
- มีความบกพร่องทางการพูดช่วงคราว หรือระบบการทำความเข้าใจผิดปกติ
- เกิดอาการต่อไปนี้ขึ้นมาอย่างกะทันหัน ได้แก่ รู้สึกเวียนศีรษะ มองไม่ชัด คลื่นไส้อาเจียน
ขาทั้งสองข้างอ่อนแรง และมองเห็นภาพซ้อน
- อาการที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันเป็นสัญญาณเตือนถึงความเสียหายชั่วคราวที่เกิดขึ้นกับการไหลเวียนของเลือดไปสู่สมอง
- เกิดอารมณ์สับสนเป็นเวลานานโดยไม่มีอาการหมดสติ
สาเหตุของภาวะสมองขาดเลือด
สาเหตุสำคัญและพบได้บ่อยของการเกิดภาวะสมองขาดเลือด ก็คือการตีบหรือแตกของเส้นเลือดในสมองหรือหลอดเลือดหลักที่ลำคอซึ่งจะนำเลือดจากหัวใจไปเลี้ยงที่สมอง
ภาวะดังกล่าวมักเป็นผลจากภาวะผนังหลอดเลือดแดงหนาและมีความยืดหยุ่นน้อยลง การเป็นเรื้อรังและรุนแรงมากขึ้นของโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดแดงที่ออกจากหัวใจ
ซึ่งนำไปสู่การทำลายผนังหลอดเลือด ผลที่ตามมาคือช่องว่างในหลอดเลือดจะลดน้อยลงมาก
ปัจจัยเสี่ยง
- ความดันเลือดสูง
- ระดับไขมันเลือดสูง
- เบาหวาน
- การสูบบุหรี่
- ความอ้วน
- โรคเก๊าท์
- ยาเม็ดคุมกำเนิด
การป้องกัน
ปัจจุบันนี้ ปัจจัยเสี่ยงส่วนใหญ่สามารถรักษาให้หายได้ ผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 40
ปีจะได้รับการแนะนำจากแพทย์ให้ตรวจเพื่อหาปัจจัยของโรคนี้ ภาวะของผนังหลอดเลือดแดงหนาสามารถหลีกเลี่ยงได้
หากผู้ป่วยตระหนักถึงโรคนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ พร้อมทั้งสังเกตอาการแรกเริ่มที่อาจเกิดขึ้น
เพื่อหาทางป้องกันและควบคุมได้ทันท่วงที
ขั้นตอนที่ควรปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเป็นภาวะผนังหลอดเลือดแดงหนา
- ลดน้ำหนักให้อยู่ในระดับปกติ
- งดสูบบุหรี่
- ตรวจความดันเลือดอยู่เสมอ ความดันโลหิตสูงต้องได้รับการตรวจและควบคุม
- เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยเฉพาะถ้าคุณต้องทำงานที่มีการเคลื่อนไหวน้อย
- ผู้หญิงที่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดควรงดสูบบุหรี่
- หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียดเป็นระยะเวลานาน
ควรทำอะไรเมื่อเกิดภาวะสมองขาดเลือด
ภาวะสมองขาดเลือดจะต้องได้รับการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพของสมอง
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินบริเวณของสมองที่ถูกทำลายโดยดูจากอาการของผู้ป่วยและการตรวจวินิจฉัย
เทคนิคการตรวจวินิจฉัยโรค
มีวิธีการทดสอบและวินิจฉัยเพื่อหาถึงปัจจัยความเสี่ยงที่มี และสังเกตการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดซึ่งปัจจุบันสามารถทำได้โดยไม่ต้องผ่าตัดและได้รับความเจ็บปวดแต่อย่างใด
วิธีต่างๆ นั้นได้แก่
- ตัวอย่างเลือดเพื่อการทดสอบค่าสารต่างๆ
- การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG)
- การวัดคลื่นไฟฟ้าของสมอง (EEG)
- การวัดความเร็วของกระแสเลือด เพื่อประเมินความตีบของเส้นเลือด
- การเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan)
- เครื่องตรวจร่างกายโดยใช้สนามแม่เหล็กความเข้มสูง (MRI & MRA)
หากมีอาการต้องทำอะไรบ้าง
- ถ้ามีสัญญาเตือนเกิดขึ้น ให้รีบปรึกษาแพทย์ทันที การตรวจและการรักษาที่รวดเร็วจะช่วยป้องการการทำลายสมองในขอบเขตที่กว้างขึ้นได้
- หากมีอาการเส้นเลือดในสมองแตกเฉียบพลัน ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุอะไรก็ตาม กรุณาติดต่อขอรับความช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน
ผู้ป่วยอาจต้องได้รับการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือด (thrombolytic drugs) ภายในเวลา
2-3 ชั่วโมงหลังการเกิดภาวะสมองขาดเลือด
ภาวะสมองขาดเลือดรักษาได้อย่างไร
เมื่อมีอาการทางสมองเกิดขึ้น วิธีการรักษาต่างๆ จะต้องนำมาใช้อย่างทันที ผู้ป่วยควรเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่มีเครื่องมือเฉพาะทาง
ขอให้ตระหนักไว้ว่าภาวะสมองขาดเลือดถือว่าเป็นภาวะฉุกเฉิน แม้ว่าอาการอาจดูไม่รุนแรงก็ตาม
สำหรับภาวะสมองขาดเลือดแบบสมบูรณ์นั้น การตรวจรักษาอาจต้องใช้ยา thrombolytic ซึ่งช่วยสลายลิ่มเลือดให้กระจายออก
เพื่อลดการทำลายเนื้อเยื่อให้น้อยลง และในบางครั้งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอาจตรวจดูส่วนของสมองที่ไม่ได้รับผลกระทบ
เพื่อสันนิษฐานการจัดการหน้าที่ของสมองที่ถูกทำลายไป
โรคแทรกซ้อน
- ในช่วงอาทิตย์แรกมักจะมีโรคแทรกซ้อน ต่อไปนี้
- การเกิดซ้ำของภาวะผนังหลอดเลือดแดงหนา (Arteriosclerosis) ในหลอดเลือด
- อาการสมองบวมน้ำเนื่องจากเนื้อเยื่อสมองถูกทำลาย
- มีเลือดออกจากหลอดเลือดแตก ความผิดปกติที่น้ำไขสันหลังคั่งในกะโหลกศีรษะเนื่องจากเกิดการอุดตันในหลอดเลือด
- เมื่อผ่านอาทิตย์แรกไปแล้ว อาจมีโรคแทรกซ้อน ได้แก่
- ปอดบวม (Pneumonia)
- การติดเชื้อ เช่น การติดเชื้อที่ท่อปัสสาวะ
- อาการผิดปกติเกี่ยวกับหัวใจ
- โรคเบาหวาน
- การไม่สมดุลทางประจุของสารละลายอิเล็กโทรไลท์
- แผลกดทับ
นอกจากวิธีทางการรักษาต่างๆ ที่ได้พิจารณานำมาใช้ในการรักษาแล้ว การรักษาด้านกายภาพบำบัดที่
เหมาะสมก็มีความสำคัญอย่างมากและควรนำมาบำบัดให้แก่ผู้ป่วยตั้งแต่ช่วงแรกที่เกิดอาการ
เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดแก่ร่างกายอย่างถาวร
การทำนายอาการของโรค
- สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะสมองขาดเลือดไม่รุนแรง อาจเป็นภาวะที่เกิดขึ้นชั่วคราว มีอาการชามือหรือเท้า
หรือเป็นอัมพาตชั่วคราว (Transient Ischemic Attacks) นั้น ผู้ป่วยหนึ่งในสามอาจมีการทำลายร่างกายอย่างถาวรได้ในอนาคตอันใกล้
และ 50% ของภาวะสมองขาดเลือดประเภทนี้อาจเกิดการทำลายร่างกายผู้ป่วยได้ในช่วงระหว่าง
1 ปีแรกหลังพบอาการ
- อัตราการเสียชีวิต 15-30 % ของผู้ป่วยที่เป็นอัมพาต เกิดจากอาการที่เกิดตามมาคือ ภาวะเลือดออกในสมอง
ภาวะเส้นเลือดตีบอย่างรุนแรง การติดเชื้อ และอื่นๆ
- หลังจากได้รับการรักษาและมีอาการดีขึ้นแล้ว ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต
การป้องกัน
การป้องกันเป็นความสำคัญลำดับแรกของเราในการดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีโอกาสเสี่ยงต่อภาวะสมองขาดเลือด
ปัจจุบันนี้มียาสองชนิดที่สามารถป้องกันการอุดตันในเส้นเลือดได้
- ยาต้านเกล็ดเลือด (Antiplatelet) เช่น ยาแอสไพริน, ยา Ticlopidine และ ยา Clopidogrel
- ยาต้านการจับตัวเป็นก้อนของเลือด (Anticoagulant) เช่น ยา Warfarin
การรักษานี้ควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อที่แพทย์จะได้สามารถสังเกตและตรวจพบถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้เร็วที่สุด
การดูแลผู้ป่วยอัมพาต
ความสำคัญอันดับหนึ่งในการดูแลผู้ป่วยอัมพาตคือการป้องกันโรคแทรกซ้อนและไม่ให้เกิดการทำลายส่วนต่างๆ
ของร่างกายเพิ่มขึ้น ในการดูแลผู้ป่วยจากภาวะสมองขาดเลือด ท่านอาจใช้แนวทางดังนี้
- เนื่องจากมีความอ่อนแรงหรืออัมพาตที่ซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย ผู้ป่วยอาจช่วยเหลือตัวเอง
ไม่ค่อยได้ และต้องการความช่วยเหลือเพื่อเปลี่ยนท่าทางทุกสองชั่วโมงเพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับ
ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาด้วยกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง ด้วยการรักษาโดยให้ทำกิจกรรมเบาๆ
รวมถึงสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการกล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรงและยากต่อการกลืนอาหาร
- การหดตัวของกล้ามเนื้อและข้อต่อ ร่วมกับความไม่สามารถที่จะเคลื่อนไหวได้ เป็นอาการที่จะเกิดขึ้นหลังการเป็นอัมพาต
ซึ่งผู้ป่วยควรได้รับการทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง
- การสูญเสียการรับรู้ทางประสาทสัมผัส (Sensory loss) ผู้ป่วยบางรายอาจไม่สามารถรู้สึกได้ถึงความร้อน
ความเย็น ความเจ็บปวด ในส่วนของร่างกายที่เป็นอัมพาต จึงอาจทำให้ตัวเองบาดเจ็บโดยไม่รู้ตัว
ดังนั้นผู้ป่วยควรได้รับการแนะนำให้ใส่ใจกับอวัยวะส่วนที่เป็นอัมพาตนั้น
- ความวุ่นวายและสับสนทางอารมณ์ ผู้ป่วยบางรายอาจมีความสับสน สูญเสียความทรงจำ และคิดอย่างไม่เป็นเหตุเป็นผล
ดังนั้นจึงสำคัญมากที่ครอบครัวจะมีความเข้าใจ แสดงความใส่ใจ และให้การช่วยเหลือ ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ป่วยเป็นอย่างมาก
- Aphasia คือ การสูญเสียความสามารถในการพูด โดยอาจเป็นการสูญเสียความสามารถในความเข้าใจและการใช้คำศัพท์เพียงบางส่วนหรือทั้งหมด
การแก้ไขด้านการพูด (Speech therapy) จึงอาจช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมามีทักษะในการสื่อสารได้บ้างภายใน
6-12 เดือน
สรุป
การหลีกเลี่ยงภาวะสมองขาดเลือดก็คือการป้องกันไม่ให้มีอาการดังกล่าวเกิดขึ้น สามารถทำได้โดยการลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ
ให้น้อยที่สุด ปัจจุบันนี้ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคนี้ส่วนใหญ่แล้วสามารถรักษาให้หายได้ และการดูแลรักษาอย่างเป็นระบบจะมีผลอย่างมากต่อการลดโอกาสเกิดภาวะสมองขาดเลือด
ท่านควรอย่างยิ่งที่จะได้รับการตรวจสุขภาพโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอยู่เสมอ ความรวดเร็วในการตรวจพบและการรักษาถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้ป่วยภาวะสมองขาดเลือด