2557 > ใส่ใจดี หัวใจแข็งแรง > โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ รู้ทัน รับมือได้

โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ รู้ทัน รับมือได้

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

ทุกเรื่องที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ 
 

อาจเป็นอาการธรรมดาสามัญที่หลายคนไม่ให้ความสนใจ 
แต่คุณทราบหรือไม่ว่านี่อาจเป็นอาการของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
หนึ่งในโรคหัวใจที่พบได้บ่อยชนิดหนึ่งซึ่งไม่เพียงบั่นทอน
คุณภาพชีวิตแต่ยังเป็นภัยคุกคาม


      ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะคืออะไร เกิดจากสาเหตุใด มีอาการโดยละเอียดอย่างไร และจะรักษาได้หรือไม่ ฉบับนี้พูดคุยกับนพ. โชติกร คุณวัฒน์ อายุรแพทย์โรคหัวใจเพื่อหาคำตอบมาฝากคุณ


ช้าไป เร็วไป ไม่สม่ำ เสมอ

      โดยทั่วไปแล้วอัตราการเต้นของหัวใจคนเราจะอยู่ที่ประมาณ 60 - 100 ครั้งต่อนาที มีจังหวะการเต้นสม่ำเสมอ โดยหัวใจห้องข้างบนและข้างล่างจะเต้นในจังหวะที่สัมพันธ์กัน แต่เมื่อใดก็ตามที่หัวใจเต้นช้า เต้นเร็วเต้นเป็นจังหวะไม่สม่ำเสมอ ไม่สัมพันธ์กัน มีหยุดบางช่วง นั่นหมายถึงว่าเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะขึ้น

      ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะพบได้ทั่วไปในผู้ป่วยทุกกลุ่มวัย โดยเกิดจากสาเหตุที่แตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งนพ. โชติกรสรุปสาเหตุสำคัญ ๆ ไว้ดังนี้

หัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว Atrial fibrillation (AF หรือ A-fib)

  • ความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด เช่น มีผนังหัวใจหนามาก ผู้ป่วยโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะที่อายุน้อย ๆ มักมีสาเหตุมาจากความผิดปกติมาตั้งแต่กำเนิด
  • ความผิดปกติทางร่างกายที่มีผลต่อการทำงานของหัวใจ อาทิ เบาหวานความดันโลหิต ไขมันในเลือด หลอดเลือดหัวใจตีบ ความดันโลหิตสูงไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ซึ่งมักพบในผู้ป่วยกลุ่มที่เป็นผู้สูงอายุ
  • อาหารบางอย่าง เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม ช็อกโกแลต
  • ยารักษาโรคบางชนิด อาทิ ยาที่มีส่วนประกอบของแอมเฟตามีน ยารักษาโรคหอบหืด
  • ความผิดปกติอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อการทำงานของหัวใจ อาทิ ภาวะต่อม ไทรอยด์ทำงานผิดปกติ อิเล็กโทรไลต์ในร่างกายผิดปกติ เช่น แมกนีเซียม โพแทสเซียม เป็นต้น
  • ความเครียดและความวิตกกังวล


      ปัจจัยทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลต่อระบบไฟฟ้าในหัวใจ ทำให้กระแสไฟฟ้าในหัวใจเปลี่ยนไป เกิดคลื่นไฟฟ้าหมุนวน หรือทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรในห้องหัวใจที่ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้ ซึ่งหากเป็นการเต้นเร็วผิดปกติ จากหัวใจห้องบนแบบเต้นพลิ้วก็อาจทำให้เกิดลิ่มเลือดในหัวใจ ซึ่งถ้าลิ่มเลือดนี้หลุดไปที่สมองก็มีโอกาสทำให้เป็นอัมพาตได้ หรือถ้าหัวใจห้องล่างเต้นเร็วผิดปกติก็จะทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้ไม่ดี และหาก ปล่อยไว้นานหัวใจก็อาจจะเต้นพลิ้วและอาจจะหยุดเต้นได้

      อย่างไรก็ตาม นพ. โชติกรอธิบายว่า อาการหัวใจเต้นผิดจังหวะนั้นไม่ได้เป็นอันตรายไปเสียทั้งหมด “เมื่อเกิดอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะขึ้นแพทย์จะวิเคราะห์ว่าเป็นหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดใด เช่น หากเป็นการเต้น แทรกธรรมดาจากห้องข้างบนหรือห้องข้างล่างของหัวใจ แต่ตรวจแล้วไม่พบสัญญาณของหลอดเลือดอุดตัน หรือ หัวใจอ่อนแรง ก็ไม่เป็นอันตรายแต่ถ้าเป็นหัวใจเต้นพลิ้ว หรือ Atrial Fibrillation ซึ่งมักพบในผู้ป่วย สูงอายุ พวกนี้เป็นอันตรายได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวเช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง”
 

วินิจฉัยอย่างละเอียด

      ผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะบางรายมาพบแพทย์ด้วยอาการใจสั่นหน้ามืด หายใจขัด เป็นลมหมดสติ บางรายมาด้วยอาการเจ็บแน่นหน้าอก ในขณะที่บางรายไม่มีอาการเลย แต่เป็นการตรวจพบภายหลังดังนั้นการวินิจฉัยโรคอย่างละเอียดจึงสำคัญอย่างยิ่ง โดยแพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติผู้ป่วยเพื่อคัดแยกว่าอาการ ที่ผู้ป่วยประสบนั้นคือหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือไม่


cardiac-arrhythmia-04.jpg

ซึ่งแพทย์จะต้องคัดกรองโรคอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการเต้นของ หัวใจเสียก่อน
      “ในขั้นแรกแพทย์จะตรวจร่างกายดูว่ามีการเต้นของ หัวใจที่ผิดปกติ เสียงหัวใจผิดปกติ หรือขนาดหัวใจโต หรือไม่ ตรวจเลือด ตรวจสารต่าง ๆ ในร่างกาย ตรวจดู การทำงานของต่อมไทรอยด์ และตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ” นพ. โชติกรอธิบาย “การที่ตรวจไม่เจอ ณ ขณะนั้น ไม่ได้ แปลว่าผู้ป่วยไม่ได้เป็น เพราะบางครั้งอาการอาจเกิดขึ้น ชั่วขณะแล้วหายไป ในช่วงเวลาที่ปกติก็ตรวจไม่พบอะไร กรณีแบบนี้ต้อง ตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจมอนิเตอร์ 24 ชั่วโมง โดยจะติดเครื่องตรวจ ให้ผู้ป่วยนำกลับบ้านไปแล้วค่อยกลับมาพบแพทย์อีกทีภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อวิเคราะห์ดูว่ามีหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือไม่ เป็นต้น

ส่วนอีกกรณี คือ ผู้ป่วยเป็นนาน ๆ ครั้ง เราก็มีเครื่องมือที่เรียกว่า Event Monitor ให้ผู้ป่วย พกกลับบ้าน เมื่อรู้สึกว่ามีอาการก็กดปุ่มและนำมาแนบหน้าอกเพื่อบันทึก อาการผิดปกติ” นอกจากนี้ แพทย์อาจพิจารณาตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความ ถี่สูง (Echocardiogram) ซึ่งเป็นการตรวจที่ช่วยให้แพทย์เห็นโครงสร้าง หัวใจ โดยดูว่ามีลิ้นหัวใจรั่ว ผนังหัวใจบีบตัวไม่ปกติ หัวใจอ่อนแรงหรือไม่ ผู้ป่วยอาจต้องวิ่งสายพาน (Exercise Stress Test) เพื่อวัดความผิดปกติของ หัวใจเมื่อถูกกระตุ้นให้ทำงานหนักซึ่งส่วนใหญ่แพทย์จะไล่เรียงตรวจ เพื่อให้แน่ใจที่สุด รวมทั้งวินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ชนิดใดและมีอันตรายหรือไม่

cardiac-arrhythmia-03.jpg "ตามปกติแล้วอัตราการเต้นของ
หัวใจจะอยู่ที่ประมาณ 60 - 100
ครั้งต่อนาที มีจังหวะการเต้น
สม่ำเสมอโดยหัวใจห้องข้างบน
และข้างล่างจะเต้นในจังหวะ
ที่สัมพันธ์กัน"


นพ. โชติกร คุณวัฒน์

 

รักษาที่ต้นเหตุ

สำหรับการรักษาหัวใจเต้นผิดจังหวะนั้น จะเป็นการรักษาตามสาเหตุ ของโรคเนื่องจากหัวใจเต้นผิดจังหวะเกิดได้จากหลายสาเหตุ ผู้ป่วยที่มี อาการหัวใจเต้นผิดจังหวะจากการรับประทานยาบางชนิด แพทย์อาจ พิจารณาให้หยุดยาก่อน ในรายที่มีหัวใจเต้นผิดจังหวะเนื่องจากต่อมไทรอยด์ ผิดปกติ แพทย์ก็จะรักษาความผิดปกติของไทรอยด์นั้น หรือบางกรณีเกิด จากหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ก็อาจต้องรักษาโดยทำบายพาส หรือใส่ ขดลวดเพื่อขยายหลอดเลือด เป็นต้น

      “กรณีที่ผู้ป่วยมีหัวใจเต้นผิดปกติแบบเต้นเร็วบางชนิด มีอาการอยู่ บ่อย ๆ แต่ไม่อยากรับประทานยาไปตลอด แพทย์อาจแนะนำให้รักษาด้วย การจี้ไฟฟ้า โดยการสอดสายสวนเข้าไปยังตำแหน่งที่เชื่อว่าเป็นสาเหตุของ ความผิดปกติโดยสอดเข้าจากทางหน้าขาผ่านเข้าไปทางหลอดเลือดดำ เข้าสู่หัวใจที่ปลายสายสวนจะมีจุดปล่อยกระแสไฟฟ้า ซึ่งจะปล่อยกระแส ไฟฟ้าไปทำลายจุดที่ทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ” นพ. โชติกรกล่าว

      ส่วนในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการหัวใจเต้นช้าโดยไม่ได้เกิดจากยาหรือ ต่อมไทรอยด์ผิดปกติ การรักษาอาจทำได้โดยใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจหรือ Pacemaker แต่หากเป็นกรณีหัวใจอ่อนแรงแล้วรักษาด้วยยาไม่ดีขึ้น การปล่อยไว้จะทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะแล้วอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้ ผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจต้องใส่เครื่องช่วยกระตุกหัวใจ (Defibrillator) ที่จะคอย กระตุกให้หัวใจกลับมาทำงานปกติทุกครั้งที่ได้รับสัญญาณผิดปกติ

      นอกจากนี้ หากผู้ป่วยมีอาการหัวใจอ่อนแรงและน้ำท่วมปอดอยู่บ่อย ๆ แพทย์จะมีวิธีช่วยคือการใส่เครื่องช่วยรักษาที่เรียกว่า Cardiac Resynchronization Therapy ซึ่งเป็นเครื่องช่วยการบีบตัวของห้องข้างล่างหัวใจ ที่รวมเอาเครื่องช่วยกระตุกหัวใจไว้ด้วยทำให้หัวใจห้องข้างล่างทำงาน สัมพันธ์กันและช่วยให้บีบตัวได้มากขึ้นและทำให้ไม่เกิดภาวะน้ำท่วมปอด

รู้ทัน รับมือได้

      ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่ไม่ได้เป็นมาตั้งแต่กำเนิดนั้น สามารถป้องกัน ได้ด้วยการหมั่นดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เข้ารับการตรวจร่างกาย ประจำปีเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีความผิดปกติของสารต่าง ๆ ในร่างกาย รวมถึง ดูการทำงานของต่อมไทรอยด์ และถ้าเมื่อไรที่มีอาการผิดปกติ อาทิ ใจสั่น หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ มีอาการเหนื่อย เจ็บหน้าอก หน้ามืด เป็นลม หรือ รู้สึกได้ว่าหัวใจเต้นผิดจังหวะ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยหาสาเหตุ ที่แท้จริงต่อไป

คะแนนโหวต: 8.30 of 10, จากจำนวนคนโหวต 101 คน