2556 > มีสุขทุกย่างก้าว > ก้าวใหม่ ชีวิตใหม่ กับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม

ก้าวใหม่ ชีวิตใหม่ กับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม

การที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมของผู้สูงอายุหมายความว่าผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้นกว่าเดิม แต่ความจริงข้อนี้มิได้สะท้อนถึงระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแต่อย่างใด การมีชีวิตยืนยาวและเปี่ยมสุขเป็นพรอันประเสริฐประการหนึ่งที่ทุกคนปรารถนา แต่สำหรับผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมไม่ว่าจะเนื่องด้วยสาเหตุใดก็ตาม ความเสี่ยงในการที่จะกลายเป็นผู้พิการทุพพลภาพย่อมมากขึ้น

 
ต้องขอบคุณความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่ทำให้ผู้ป่วยด้วยภาวะข้อเสื่อมยังคงรักษาคุณภาพชีวิตที่ดีไว้ได้ Better Health ฉบับนี้พาคุณมารู้จักกับทางเลือกในการรับมือกับภาวะข้อเสื่อมขั้นรุนแรง ด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียมกับ นพ. สิริพงศ์ รัตนไชย ผู้อำนวยการศูนย์ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ และ รศ. นพ. กีรติ เจริญชลวานิช โดยที่ทั้งสองเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูก ที่ผ่านประสบการณ์ในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียมทั้งข้อเข่าและข้อสะโพกมาอย่างยาวนาน 

ปัจจุบันสถานการณ์การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียมเป็นอย่างไรบ้าง

นพ. กีรติ: ที่ผ่านมายังไม่มีการเก็บสถิติกันละเอียดมากนัก เฉพาะที่นี่เราก็ผ่ากันปีละหลายพันราย แต่โดยทั่วไปคนในเมืองกับคนต่างจังหวัดก็มีความจำเป็นในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อในบริเวณที่ต่างกันไป เช่น ในต่างจังหวัดมักจะมีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกมากกว่าข้อเข่า ส่วนในคนเมืองก็เป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม กล่าวคือมีการผ่าตัดข้อเข่ามากกว่าครับ

สาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยต้องมาผ่าตัดเปลี่ยนข้อคืออะไร


นพ. สิริพงศ์
: สาเหตุสำคัญ ๆ ได้แก่ภาวะข้อเสื่อมครับ ซึ่งเรื่องของวิถีชีวิตเป็นสาเหตุสำคัญ คนเมืองมักจะมีภาวะข้อเสื่อมจากการใช้งาน เพราะมีภาวะโภชนาการเกิน ส่งผลให้น้ำหนักมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่ออายุมากขึ้น ทำให้ข้อต้องรับภาระหนักและเกิดการสึกหรอ หรือเสื่อมสภาพไป ส่วนคนต่างจังหวัด ภาวะข้อเสื่อมมักไม่ได้เกิดจากความสูงอายุหรือความสึกหรอจากการใช้งาน แต่เกิดจากโรคอื่น ๆ เช่น โรคเบาหวานโรคไขข้ออักเสบ โรครูมาตอยด์ และโรคเอสแอลอี โรคเหล่านี้ส่งผลต่อข้อได้อย่างไร

 

นพ. กีรติ: โรคพวกนี้มีผลทำให้ข้อขาดเลือดโดยเฉพาะข้อสะโพก ซึ่งมักจะเกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์หนัก ๆ รวมทั้งการได้รับสารสเตียรอยด์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน สารพวกนี้มักพบในยาหม้อ ยาเม็ดลูกกลอนที่นิยมรับประทานกัน ตรงนี้ทำให้คนต่างจังหวัดเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกในสัดส่วนที่มากกว่าคนเมือง อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากเสริมจากอาจารย์สิริพงศ์คือ เรื่องของวิถีชีวิตของคนไทยเราเอง คือเรานั่งกับพื้นกันมาก เช่น นั่งยอง ๆ นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ ซึ่งการลุกจากนั่งไปยืน หรือจากยืนลงมานั่ง ข้อเข่าจะต้องรับแรงกระทำมากกว่าปกติถึง 3-5 เท่าตัว หมายความว่าในผู้ที่น้ำหนักประมาณ 50 กิโลกรัม เมื่อลุกจากพื้นข้อเข่าต้องรับแรงกระทำเพิ่มขึ้นเป็น 150 กิโลกรัม ทีนี้ลองจินตนาการดูผู้ที่น้ำหนักมาก ๆ แล้วลุกนั่ง ๆ แบบนี้เรื่อย ๆ ดูสิครับ

เมื่อไรจึงควรผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม



 

นพ. สิริพงศ์: การตัดสินใจว่าจะผ่าหรือไม่นั้นเป็นหน้าที่ของผู้ป่วยครับ แพทย์จะเป็นเพียงผู้ให้คำแนะนำ และให้ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจโดยมีเกณฑ์ในการพิจารณาคือ ดูว่าผู้ป่วยมีอายุเท่าไร ข้อที่มีอยู่ผ่านการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ ที่ไม่ใช่การผ่าตัดมาอย่างเต็มที่แล้วหรือไม่ เช่น พยายามลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย รับประทานยาที่จะช่วยต้านการอักเสบแล้ว พยายามใช้เครื่องไม้เครื่องมือช่วยในการเดิน ใช้ที่รัดหัวเข่า ใช้ไม้เท้าค้ำยันแล้ว หากผ่านมาทั้งหมดแล้ว ผู้ป่วยยังทรมานกับอาการปวด อีกทั้งยังมีคุณภาพชีวิตตกต่ำลงจนไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ดังนี้แล้ว แพทย์มักจะแนะนำว่าผู้ป่วยควรเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม
 

เทคโนโลยีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อในปัจจุบันก้าวหน้าแค่ไหน 

 

 

นพ. กีรติ: การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเดี๋ยวนี้ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวแล้วครับ เทคโนโลยีเรื่องนี้ในบ้านเราก้าวหน้าไปมาก เรียกว่าก้าวหน้าที่สุดใน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลยก็ว่าได้ อย่างเช่นการซ่อมข้อเข่าก็มีหลายวิธีมาก ขึ้นอยู่กับพยาธิสภาพของข้อว่าเสียมากน้อยขนาดไหนอย่างข้อเข่า ก็ต้องดูว่าเสียที่ตำแหน่งใด และเป็นแบบใด ถ้าเป็นไม่มากเราอาจผ่าตัดข้อด้วยการส่องกล้องก็ได้ ซึ่งมักจะทำในผู้ป่วยที่เข่ายังไม่มีภาวะผิดรูปอย่างชัดเจน อาจมีอาการล็อคหรือขัดบ้างเนื่องจากมีหินปูนหรือมีหมอนรองข้อไปขัดขวางการงอของเข่า
 

ถ้าข้อเสื่อมระยะสุดท้าย ผู้ป่วยมีภาวะผิดรูปของเข่า คือ เข่าโก่งเข่าเบี้ยว เข่าเอียง มีองศาหรือพิสัยการงอเหยียดลดน้อยลง เจ็บปวดมากเวลาเดิน เอกซเรย์ดูแล้วไม่เหลือช่องว่างระหว่างกระดูกข้อต่อทั้งส่วนบนและล่างแล้ว การผ่าตัดส่องกล้องก็ไม่มีประโยชน์แล้วครับ ถึงขั้นต้องมาผ่าเปลี่ยนข้อเข่ากันเลย


ถ้าผู้ป่วยอายุไม่มาก เช่น อาจจะสัก 40-50 เริ่มมีการโก่งผิดรูปของข้อเข่า เราอาจจะยังไม่ต้องถึงขั้นเปลี่ยนข้อก็ได้ครับ อาจจะแค่ผ่าตัดให้กระดูกตรง หรือเปลี่ยนข้อเข่าเทียมเพียงบางส่วน แต่ทั้งหมดทั้งปวงคือ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค กิจกรรมที่ผู้ป่วยทำ และพยาธิสภาพของความเสื่อมนั้น ๆ

 

 

 

“แม้จะมีเทคโนโลยีช่วยมากมาย
แต่ทักษะของแพทย์ยังคงเป็น
หัวใจสำคัญที่สุดในการรักษา”

นพ. สิริพงศ์ รัตนไชย

กรณีใดบ้างที่แพทย์ไม่แนะนำให้ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเลยแม้ข้อจะเสื่อมมากแล้วก็ตาม


นพ. สิริพงศ์
: ก็มีนะครับ เช่นผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการผ่าตัดมาก เช่น เป็นโรคหัวใจขาดเลือดระยะเฉียบพลัน เคยติดเชื้อหรืออยู่ระหว่างการติดเชื้อและรักษาได้ยังไม่ดีพอ หรือผู้ป่วยที่กล้ามเนื้ออ่อนแรง ไม่มีกำลังมากพอที่จะควบคุมการขยับข้อได้ เช่น ผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อรุนแรงจนกล้ามเนื้อบริเวณนั้นไม่ทำงาน หรือผู้ป่วยโรคอัมพฤกษ์ อัมพาตที่ไม่อาจควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อได้แล้ว พวกนี้ไม่จำเป็นจะต้องผ่าตัด ส่วนอีกกลุ่มคือ พวกที่ไม่รู้สึกเจ็บปวดแม้จะปรากฏว่าข้อเสื่อมมากแล้ว แต่ยังสามารถใช้ชีวิตได้ปกติ ไม่ทรมานอะไร พวกนี้ก็ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดก็ได้ครับ

เมื่อเปลี่ยนไปใช้ข้อเทียมแล้ว เรื่องของอายุการใช้งานเป็นอย่างไร


นพ. สิริพงศ์: ขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกใส่ข้อเทียมให้ผู้ป่วยที่อายุเท่าไร การเปลี่ยนข้อมักจะแนะนำให้ทำในผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 60 ปี ถ้าผู้ป่วยอายุต่ำกว่า 60 ปี เราจะพยายามหาทางเลือกอื่นให้ก่อนครับ ส่วนปัจจัยที่ทำให้ข้อมีอายุการใช้งานยาวนาน อย่างแรกเลยคือ แพทย์ผู้ผ่าตัด ศัลยแพทย์ต้องมีความชำนาญ สามารถใส่ข้อเทียมได้ตรงตามตำแหน่งไม่ผิดมุม ทั้งยังคงรักษาความสมดุลของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นได้เป็นอย่างดี

ปัจจัยต่อมาคือตัวผู้ป่วยเองที่เมื่อได้รับข้อเทียมแล้วต้องใช้อย่างถูกต้อง ไม่นำไปใช้ผิดประเภท เช่น ไปปีนเขา ปีนกำแพง วิ่งมาราธอน ส่วนปัจจัยที่สาม คือคุณภาพข้อเทียมที่เลือกมาใส่ ซึ่งแพทย์ก็ต้องเลือกให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายด้วย ถ้าทั้งสามปัจจัยนี้ทำได้ดีทั้งหมด โอกาสที่จะผ่าน 10 ปีแรกก็เป็นไปได้สูงถึง 9.5 ใน 10 ราย หรือร้อยละ 95 ถ้านับที่ 20 ปี โอกาสที่จะผ่าน 20 ปี มีถึงร้อยละ 80 แต่ต้องอยู่บนเงื่อนไขทั้งสามประการที่กล่าวมาครับ


การผ่าตัดเปลี่ยนข้อด้วยแขนหุ่นยนต์

 


การผ่าตัดเปลี่ยนข้อด้วยแขนหุ่นยนต์ จัดเป็นนวัตกรรมด้านการรักษาข้อเสื่อมโดยการนำหุ่นยนต์เข้ามาช่วยในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมซึ่ง นพ. สิริพงศ์ รัตนไชย อธิบายว่า
ปัจจุบันมีการนำแขนหุ่นยนต์มาช่วยในการผ่าตัด ทำให้งานที่เคยต้องใช้มือของศัลยแพทย์ทำ มีความแม่นยำ และเที่ยงตรงซึ่งหมายความว่าข้อเทียมที่เปลี่ยนมาจะมีอายุการใช้งานได้นานตามที่ควรจะเป็น โดยที่ผู้ป่วยไม่บอบช้ำและฟื้นตัวได้เร็ว


การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าด้วยแขนหุ่นยนต์เป็นการทำงานร่วมกันของแขนกล กล้องจับสัญญาณภาพสามมิติและเครื่องประมวลผล แรกเริ่มแพทย์จะต้องวางแผนก่อนทำการผ่าตัดมีการกำหนดขนาด องศา และตำแหน่งแล้วส่งข้อมูลไปยังแขนหุ่นยนต์นพ. สิริพงศ์กล่าว จากนั้นแพทย์จะทำการเปิดแผลบริเวณเข่าหรือข้อที่ต้องการผ่าแล้วใช้แขนหุ่นยนต์ช่วยตัดเฉพาะส่วนของกระดูกที่ต้องการ แล้วนำข้อเทียมไปใส่แทน ผลที่ได้จากการผ่าตัดแบบนี้มีความแม่นยำสูง ที่สำคัญคือผู้ป่วยอาจลุกขึ้นนั่งและเดินได้เลยภายในวันเดียวหลังการผ่าตัด”   


 

 

นพ. สิริพงศ์เผยว่าในอนาคตอันใกล้นี้ การผ่าตัดข้อเทียมจะเป็นประสบการณ์ที่แตกต่างออกไป ด้วยความช่วยเหลือของเทคโนโลยีใหม่ ๆ และบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจในการดูแลผู้ป่วยอย่างแท้จริง ข้อที่ดีที่สุดคือข้อที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิดครับ ดูแลตัวเองให้ดี การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียมก็ขอให้เป็นทางเลือกสุดท้ายจริง ๆ แต่เมื่อไรก็ตามที่ต้องเปลี่ยน ขอให้พิจารณาให้ดี ศึกษาหาข้อมูล เมื่อพบแพทย์ที่คุณวางใจแล้ว ก็ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดนะครับ

แพทย์ผู้ผ่าตัดมีความสำคัญอย่างไร เพราะเทคโนโลยีต่าง ๆ ก็มีมากมาย


นพ. สิริพงศ์
: แม้จะมีเทคโนโลยีช่วยก็จริง แต่ทักษะของแพทย์ยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการรักษา ต่อให้มีเครื่องมือที่ดีที่สุดแต่ไม่รู้จักใช้ ควบคุมไม่เป็นก็ไม่มีประโยชน์ ซ้ำร้ายยังอาจเป็นอันตรายกับผู้ป่วยอีก ศัลยแพทย์ที่ดีจะต้องดูแลผู้ป่วยตั้งแต่ก่อนผ่าตัด แนะนำว่าเมื่อไรจึงจะถึงเวลาที่เหมาะสมในการผ่าตัด ไม่เร็วไป หรือช้าเกินไป และไม่เสี่ยงกับผู้ป่วย

 

นพ. กีรติ: การผ่าตัดที่ดี คือการผ่าตัดที่มีความปลอดภัยสูงและได้ผลลัพธ์ดี ซึ่งการจะทำให้ได้อันดับแรกต้องเลือกผู้ป่วยที่เหมาะสมทั้งวัยและสุขภาพ เมื่อต้องผ่าตัดก็ต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญที่สามารถดูแลการผ่าตัดให้ผ่านไปด้วยดี กล่าวคือ จัดข้อเทียมให้ได้ตำแหน่ง ได้องศาตามที่ต้องการ จัดเอ็นรอบ ๆ กล้ามเนื้อให้ดี มีการบอบช้ำน้อยที่สุด ให้อายุการใช้งานยืนยาว ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญของศัลยแพทย์ หรือแม้กระทั่งการเลือกข้อเทียมที่เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละรายด้วยหลังผ่าตัดก็จำเป็นต้องให้การดูแลอย่างต่อเนื่อง ให้ได้ผลการรักษาข้อที่มากกว่า 10-20 ปีขึ้นไปครับ


กรณีที่ต้องผ่าตัดครั้งที่สองจะมีข้อจำกัดอะไรบ้าง
 


นพ. กีรติ
: การผ่าตัดครั้งแรกคือการผ่าตัดที่จะได้ผลดีที่สุด จะผ่าครั้งที่สองก็ทำได้ในกรณีที่จำเป็นจริง ๆ เท่านั้น เพราะฉะนั้นการผ่าตัดครั้งแรกจึงต้องเลือกให้ดีที่สุด

  

นพ. สิริพงศ์: ปัจจุบันเราเริ่มเห็นคนกลับมาทำซ้ำแล้วครับ ประมาณสักร้อยละ 20 ของผู้ที่เคยได้รับการผ่าตัดไป ซึ่งอายุการใช้งานผ่านมานานขนาดนี้ก็นับว่าคุ้มแล้ว การผ่าตัดซ่อมก็เป็นไปได้ อีกกรณีที่เราพบก็คือ ผู้ป่วยต้องมาผ่าใหม่ เนื่องจากความไม่สมบูรณ์ที่เกิดจากการผ่าตัดครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อน ทำให้ข้อเทียมสึกกร่อนก่อนเวลาอันควร

นพ. กีรติ: อีกเรื่องหนึ่งที่น่าเสียดายคือ ผู้ป่วยหลายรายผ่าแล้วดีทุกอย่างก็หายไปเลย ไม่มาพบแพทย์อีก พอเข้าปีที่ 7-8 ก็ต้องกลับมาซ่อมข้อแล้ว ดังนั้นผู้ที่ได้รับการเปลี่ยนข้อ ควรจะมารับการตรวจติดตามอย่างต่อเนื่องทุกปี เพราะเป็นไปได้ที่อะไหล่บางตัวอาจเสียบ้าง ซึ่งซ่อมเล็กน้อยก็ได้ไม่ถึงกับต้องเปลี่ยนทั้งหมด


ผู้ที่จะเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม ต้องเตรียมตัวอย่างไร


นพ. กีรติ
: ต้องเตรียมทั้งตัวและใจครับ เตรียมตัวคือเตรียมสุขภาพ ต้องตรวจร่างกายว่าทุกระบบอยู่ในสภาพดี คุมโรคเรื้อรังต่าง ๆ ได้ดี ส่วนการเตรียมใจก็สำคัญ ทำความเข้าใจกับสิ่งที่ตนเองเป็น ศึกษาแนวทางการรักษา ต้องปฏิบัติตัวอย่างไรทั้งก่อนและหลังผ่าตัดเพื่อจะได้สามารถดูแลตนเองได้ คนเรามักจะกลัวในสิ่งที่ไม่รู้ การศึกษาหาข้อมูลจึงจำเป็นเพราะถ้ารู้แล้ว มีความเข้าใจแล้ว ความกลัวก็จะลดลง ใจก็จะสงบลง

นพ. สิริพงศ์: หน้าที่ของแพทย์ที่สำคัญประการหนึ่ง คือต้องแจ้งให้ผู้ป่วยและญาติทราบว่าเรากำลังจะทำอะไรและทำเพื่ออะไร ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างกันจนกลายเป็นความมั่นใจซึ่งจะทำให้ลดความกลัวลงได้



 

Rating score: 8.50 of 10, based on 8 vote(s)