2559 > สุขภาพโรคหัวใจและกระดูก > โรงพยาบาลไทย มาตรฐานโลก

โรงพยาบาลไทย มาตรฐานโลก


ความพยายามของภาครัฐและเอกชนที่ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ระดับโลก หรือ medical hub ในช่วงเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมากำลังก่อให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีการคาดการณ์ว่าธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะขยายตัวกว่าร้อยละ 10-15 และจำนวนผู้ป่วยชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามารักษาตัวในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยกว่าร้อยละ 10 ต่อปี*
 

อะไรคือปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจบริการด้านสุขภาพของไทยเติบโตขึ้นอย่างมากในช่วง 10-15 ปีมานี้?
 

นพ.นำ ตันธุวนิตย์ ผู้อำนวยการด้านบริหารของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ได้ให้คำตอบไว้ในรายการ Business Watch ทางสถานีข่าว TNN24 เมื่อปลายปี 2558 ที่ผ่านมา ซึ่ง Better Health สรุปใจความสำคัญมาฝากกันในฉบับนี้
 

* ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย

TNN24 : ปัจจุบันภาพรวมธุรกิจโรงพยาบาลในประเทศเป็นอย่างไร

นพ.นำ : ก่อนอื่นต้องเรียนให้ทราบว่าประเทศไทยมีมาตรฐานการรักษาและการให้บริการทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพสูงมากนะครับ ทั้งนี้สาเหตุหลักก็เพราะว่าระบบสาธารณสุขของเรานั้นได้รับการวางรากฐานอย่างเป็นระบบมาตั้งแต่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แล้วก็ได้รับการพัฒนามาโดยตลอด ทำให้ทุกวันนี้คนไทยโชคดีมากที่สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์คุณภาพสูงได้อย่างทั่วถึง และการที่เรามีแพทย์ที่มีความสามารถ มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย และราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับระดับมาตรฐานการรักษาเดียวกันก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ต่างชาติสนใจเข้ามาใช้บริการเพิ่มมากขึ้นทุกปี
 

โดยเฉพาะในช่วงหลังมานี้ การปรับปรุงการขยับขยายพื้นที่ให้บริการใหม่ๆ ไม่ได้มีเฉพาะในภาคเอกชนเท่านั้น โรงพยาบาลของรัฐหลายๆ แห่งก็กำหนดกลยุทธ์ไปในทิศทางเดียวกันทำให้ผู้ป่วยชาวไทยและชาวต่างชาติที่กำลังมองหาการรักษาที่มีคุณภาพสูงในสิ่งแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัยมีตัวเลือกมากขึ้นกว่าเดิม
 

สำหรับโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เอง ปัจจุบันเรามีผู้มาใช้บริการมากกว่าปีละ 1,100,000 คนจาก 190 ประเทศทั่วโลก โดยมีสัดส่วนของผู้ป่วยชาวไทยและชาวต่างชาติอยู่ที่ 50:50 ซึ่งผู้ป่วยชาวต่างชาติส่วนใหญ่ก็มาจากประเทศเพื่อนบ้านของเรานี่เอง
 

ดร.นำ ตันธุวนิตย์ ผู้อำนวยการด้านบริหารของรพ. บำรุงราษฎร์

“สิ่งที่ทำให้คนทั่วโลกมีความมั่นใจเมื่อนึกถึงบำรุงราษฎร์ก็คือ บริการทางการแพทย์ที่มีมาตรฐานสูงสุดด้านความปลอดภัยและคุณภาพของการบริการ” นพ.นำ ตันธุวนิตย์

 

TNN24 : โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มีจุดเด่นและกลยุทธ์อย่างไรในการแข่งขันในธุรกิจนี้

นพ.นำ : ประการแรกเลยคือความเชี่ยวชาญในการรักษา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,200 คนครอบคลุมศาสตร์การรักษาเฉพาะทางมากกว่า 55 สาขา มีศูนย์แพทย์เฉพาะทางกว่า 30 ศูนย์ที่มีความชำนาญในการรักษาโดยเฉพาะกรณีอาการของผู้ป่วยมีความซับซ้อน ยิ่งการที่เรามีผู้มารับบริการจากทั่วทุกมุมโลก ก็ยิ่งทำให้แพทย์ของเรามีประสบการณ์ในการรักษามากยิ่งขึ้น
 

ถัดมาคือการทำงานร่วมกันเป็นทีม นั่นคือในการดูแลผู้ป่วยรายหนึ่งๆ แพทย์ทุกสาขาที่เกี่ยวข้องและบุคลากรในสายงานอื่นๆ เช่น เภสัชกร โภชนากร นักกายภาพบำบัด และพยาบาล จะวางแผนร่วมกันอย่างเป็นระบบเพื่อให้การรักษาครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากที่สุด
 

นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้คนทั่วโลกมีความมั่นใจเมื่อนึกถึงบำรุงราษฎร์ก็คือ บริการทางการแพทย์ที่มีมาตรฐานสูงสุดด้านความปลอดภัยและคุณภาพของการบริการ โดยบำรุงราษฎร์เป็นโรงพยาบาลแห่งแรกในเอเชียที่ได้รับการรับรองคุณภาพโรงพยาบาลระดับสากล (Joint Commission International - JCI) ตามมาตรฐานการรับรองของสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 2546 และได้รับการต่ออายุใบรับรองมาตรฐานทุกๆ 3 ปีจากกรณีที่โรงพยาบาลได้มีส่วนช่วยเหลือในการยับยั้งการแพร่กระจายของโรคติดเชื้อระหว่างประเทศคือ โรคเมอร์ส ในช่วงกลางปีที่ผ่านมาน่าจะเป็นสิ่งยืนยันมาตรฐานและความใส่ใจของโรงพยาบาลได้เป็นอย่างดี
 

สุดท้ายคือการให้บริการอย่างเอื้ออาทรของคนไทยที่สร้างความประทับใจให้ผู้ป่วย ซึ่ง 2 ประการหลังนี้เป็นเรื่องที่น่าภูมิใจเพราะปัจจุบันโรงพยาบาลในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองจาก JCI นั้นมีมากกว่า 50 แห่งรวมถึงโรงพยาบาลรัฐด้วย แสดงว่ามาตรฐานโดยรวมของโรงพยาบาลบ้านเราถูกยกระดับให้สูงขึ้นซึ่งเป็นสิ่งที่ดีเมื่อมองจากภาพรวมอุตสาหกรรมทั้งประเทศ นอกจากนี้จิตใจที่รักในการให้บริการก็ช่วยให้โรงพยาบาลของไทยได้เปรียบโรงพยาบาลในประเทศอื่นๆ ที่ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์เหมือนกัน

ผู้ใช้บริการมกกว่าปีล่ะ 1,100,000 คน จาก 190 ประเทศทั่วโลก 

 

TNN24 : โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้เปิดตัวหนังโฆษณาชุดใหม่ มีชื่อว่า “The Collaboration of Expertise” ทำไมจึงเลือกแคมเปญนี้ และจุดเด่นของแคมเปญเป็นอย่างไร

นพ.นำ : ภาพยนตร์โฆษณาชุด The Collaboration of Expertise เป็นการสื่อให้เห็นถึงวัฒนธรรมองค์กรและคุณค่าที่โรงพยาบาลยึดถือและปลูกฝังมาตลอด 35 ปี นั่นคือ การยึดเอาผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง เพื่อมอบบริการทางการแพทย์ที่ดีที่สุด โดยการผสมผสานระหว่างความเชี่ยวชาญในการรักษา การทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เทคโนโลยีอันทันสมัยและให้บริการด้วยใจ
 

ผมอยากเน้นเพิ่มเติมในส่วนของเทคโนโลยีทางการแพทย์ เนื่องจากเราให้ความสำคัญอย่างมากกับการเลือกสรรเทคโนโลยีล่าสุดและดีที่สุดเข้ามาให้บริการผู้ป่วย บำรุงราษฎร์เป็นโรงพยาบาลเอกชนแห่งแรกในประเทศไทยที่มีศูนย์ฝึกทักษะ การดูแลผู้ป่วยด้วยสถานการณ์เสมือนจริง (Simulation Training Center) มีการนำหุ่นผู้ป่วยจำลองมาใช้ฝึกอบรมบุคลากรผ่านสถานการณ์ต่างๆ ที่มีมากกว่า 60 สถานการณ์ โดยมีอาจารย์แพทย์เป็นผู้ควบคุมโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อให้บุคลากรของเรามีความชำนาญในการดูแลผู้ป่วยและสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยในทุกขั้นตอน
 

นอกจากนี้เรายังเป็น 1 ใน 5 โรงพยาบาลทั่วโลกและเป็นโรงพยาบาลเดียวนอกสหรัฐอเมริกาที่นำระบบคอมพิวเตอร์ประมวลผลข้อมูลอัจฉริยะวัตสันเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง หรือ IBM Watson for Oncology มาใช้ในการวางแผนการรักษา
 

ผู้ป่วยโรคมะเร็ง โดยไอบีเอ็มวัตสันเปรียบได้กับสมองกลอัจฉริยะที่ได้รับการพัฒนาฝึกฝนโดยศูนย์มะเร็งชั้นนำของโลก Memorial Sloan-Kettering (MSK) เพื่อทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลและนำเสนอข้อสรุปเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่จะมีบทบาทต่อการแพทย์ในอนาคต
 

TNN24 : แนวโน้มในอนาคตของธุรกิจนี้จะเป็นในทิศทางไหน

นพ.นำ : สำหรับธุรกิจโรงพยาบาล ผมเชื่อว่าการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเป็นตลาดที่มีแนวโน้มสดใสและยังคงมีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าสภาพการแข่งขันทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นแต่ประเทศไทยก็มีความได้เปรียบในการแข่งขันหลายๆ ประการ
 

อย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว ส่วนแผนการดำเนินงานของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์จากนี้ไป เรามีแผนที่จะเพิ่มห้องตรวจและเตียงผู้ป่วยเพื่อให้เพียงพอกับจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้นทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ รวมทั้งเพิ่มความเข้มข้นในการสรรหาแพทย์ไทยที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ จากต่างประเทศให้กลับมารักษาผู้ป่วยในประเทศไทย
 

นอกจากนี้ จะมีการนำเอาเทคโนโลยีทางการแพทย์ใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มเติม เช่น หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดต่อมลูกหมาก ผ่าตัดไต และเครื่องมือช่วยวินิจฉัยและรักษาโรคหลอดเลือดสมองที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากแนวคิดที่ยึดเอาผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางทั้งสิ้น
 

คะแนนโหวต: 10.00 of 10, จากจำนวนคนโหวต 5 คน