นมแม่ ที่สุดของคุณค่าอาหารเพื่อลูกน้อย

ประโยชน์ของนมแม่
เมื่อลูกน้อยเกิดมา หมอเชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ทุกคนย่อมต้องการเห็นพัฒนาการและการเจริญเติบโตที่สมบูรณ์ของลูก ซึ่งสิ่งแรกที่ลูกควรได้รับเพื่อเป็นรากฐานของการเสริมสร้างพัฒนาการและการเจริญเติบโตให้กับลูกคือ “นมแม่”
 
นมแม่ เป็นสารอาหารสำหรับลูกที่มีคุณค่าที่สุด และยังสะอาด ประหยัดอีกด้วย นมแม่มีสารอาหารที่จำเป็นต่อลูกครบถ้วน มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโต ทำให้ลูกเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ มีภูมิต้านทานในการต่อต้านเชื้อโรค และช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคต่างๆ ในลูก เช่นการติดเชื้อของระบบทางเดินอาหาร การติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ ลดภาวะเสี่ยงต่อโรคภูมิแพ้ หอบหืด หูอักเสบ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ภาวะหลับไม่ตื่น (sudden infant death syndrome) โรคอ้วน และเบาหวาน เป็นต้น นอกจากนี้ยังทำให้เกิดสายสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแม่กับลูก เนื่องจากแม่และลูกได้สัมผัสกัน ก่อให้เกิดความผูกพัน เกิดพัฒนาการทางด้านสมองและสติปัญญา เกิดความฉลาดทางอารมณ์ และมีบุคลิกภาพที่ดีในอนาคต
 
สำหรับในด้านพัฒนาการ มีการศึกษาพบว่าเด็กที่ได้รับนมแม่จะมีระดับของสติปัญญาหรือไอคิวที่ดีกว่าเด็กที่ได้รับนมผสมตั้งแต่ 2-3 จุดจนถึง 8-11 จุด อย่างไรก็ดี ระดับสติปัญญาของลูกไม่ได้ขึ้นกับการได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นกับปัจจัยด้านการเลี้ยงดู ความอบอุ่นในครอบครัวและสิ่งแวดล้อมด้วย
 
ทั้งนี้ การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ไม่ใช่เพียงแต่ลูกเท่านั้นที่จะได้รับประโยชน์ ตัวคุณแม่เองก็ได้รับประโยชน์จากการให้นมลูกเช่นกัน ได้แก่ น้ำหนักตัวลดลง ไม่มีประจำเดือนจึงเป็นการคุมกำเนิดโดยธรรมชาติ มีความเสี่ยงของโรคต่างๆ ลดลง เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ เบาหวานชนิดที่ 2 และโรคหัวใจ และที่มีความสำคัญมากคือ ได้เสริมสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกันระหว่างแม่ลูก
 
ด้วยประโยชน์ของนมแม่ที่มีอย่างมากมายนี้ ในปัจจุบันจึงแนะนำให้เด็กทุกคนได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียวตลอดระยะเวลา 6 เดือนแรกหลังคลอด และหลังจาก 6 เดือนไปแล้วจึงค่อยให้อาหารเสริมตามวัยร่วมกับให้นมแม่ต่อไปจนถึงอายุ 1 ขวบหรือ 2 ขวบ หรือนานกว่านั้น ตามแต่ความต้องการของครอบครัวหรือความสะดวกของคุณแม่เอง
 
เมื่อคุณแม่ทราบถึงประโยชน์ของนมแม่และพร้อมจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่แล้ว ต่อมาสิ่งที่คุณแม่ควรให้ความสำคัญก็คือการรับประทานอาหาร อย่าลืมว่าสารอาหารในนมแม่ส่วนหนึ่งขึ้นกับอาหารที่คุณแม่รับประทาน เพราะฉะนั้นในระหว่างที่ให้นมลูกคุณแม่ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และมีวิตามินเพียงพอ โดยเฉพาะวิตามินที่สำคัญ เช่น เอ บี1 บี2 บี3 บี6 บี12 ซี ดี กรดไขมัน ไอโอดีน และกรดโฟลิก ทั้งนี้ใน 1 วัน คุณแม่ควรได้รับพลังงานเฉลี่ยประมาณ 2,500 กิโลแคลอรี โดยแบ่งการรับประทานอาหารออกเป็น 5 มื้อ และควรดื่มน้ำอย่างน้อยให้ได้ 2-3 ลิตรต่อวัน
 
สำหรับลูกที่ได้รับนมแม่ล้วน ทางสมาคมกุมารแพทย์อเมริกัน (American Academy of Pediatrics) ของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้มีคำแนะนำให้เด็กที่ได้รับนมแม่ทุกคนควรได้รับวิตามินเสริม คือ วิตามินดีและวิตามินเค ซึ่งในปัจจุบันนี้เด็กทุกคนจะได้รับการฉีดวิตามินเคหลังคลอดในทุกโรงพยาบาลแล้ว สำหรับวิตามินดีอย่างเดียวในรูปแบบน้ำนั้นในขณะนี้ยังไม่มีในประเทศไทย แต่มีในรูปแบบวิตามินรวมที่มีวิตามินดีอยู่ด้วย
 
แม้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ คนที่มีความสำคัญและบทบาทหลักก็คือคุณแม่ แต่การได้รับการสนับสนุนและช่วยเหลือดูแลจากโรงพยาบาลเกี่ยวกับการให้นมลูกตั้งแต่หลังคลอดก็อาจมีส่วนต่อความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ ขอยกตัวอย่างจากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลสายใยรักแห่งครอบครัวระดับทอง และมีนโยบายสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ได้มีแนวทางปฏิบัติของ “บันได 10 ขั้นสู่ความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่” ซึ่งจะขอยกตัวอย่างมาเพียงบางข้อ เช่น ช่วยแม่เริ่มให้ลูกดูดนมภายในครึ่งชั่วโมงแรกหลังคลอด ให้แม่ทราบถึงวิธีเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และวิธีทำให้น้ำนมยังคงมีปริมาณพอเพียงแม้ว่าแม่และลูกต้องแยกกัน อย่าให้อาหาร น้ำ หรือเครื่องดื่มอื่นแก่เด็กแรกคลอดนอกจากนมแม่ ยกเว้นมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ให้แม่และลูกอยู่ในห้องเดียวกันตลอด 24 ชั่วโมง สนับสนุนให้ลูกได้ดูดนมแม่ทุกครั้งที่ลูกต้องการ เป็นต้น
 
จากทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่านมแม่เป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ สามารถลดอัตราการเจ็บป่วยให้เกิดได้น้อยกว่าเมื่อเทียบกับเด็กที่ได้รับนมผสม นอกจากนี้ยังช่วยให้เด็กมีพัฒนาการและการเจริญเติบโตที่ดี เป็นเหมือนการป้องกันดูแลสุขภาพของลูก จึงขอแนะนำให้คุณแม่ทุกคนสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
 
หากคุณแม่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ สามารถสอบถามได้ที่ คลินิกนมแม่ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ซึ่งพร้อมให้บริการคำแนะนำและคำปรึกษาเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่โดยพยาบาลที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่โดยเฉพาะ โทรศัพท์ 0-2667-2430 และบริการให้คำปรึกษาด้านการเตรียมความพร้อมของเต้านมระหว่างการตั้งครรภ์ โทรศัพท์ 0-2667-2385 ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ ในเวลา 08.00-16.00 น.
 
เรียบเรียงโดย พญ.ปวินทรา หะริณสุต สมนึก กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม ศูนย์กุมารเวช โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ 
 
Posted by Bumrungrad International

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

บล็อกของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ติดตามบล็อกของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ผ่าน RSS Feed