โรคน้ำกัดเท้า...โรคที่ต้องระวังยามน้ำท่วม

Photo Credit: andrechinn



สถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบันส่งผลต่อปัญหาสุขภาพในหลายด้าน สำหรับคนที่ต้องลุยน้ำหรือย่ำน้ำสกปรกซึ่งอาจมีเชื้อโรคปะปนอยู่ มักเกิดโรคผิวหนังที่เรียกว่า “โรคน้ำกัดเท้า”
 

โรคน้ำกัดเท้าคืออะไร


โรคน้ำกัดเท้าเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง มักพบในคนที่ต้องลุยน้ำและแช่น้ำเป็นเวลานาน บริเวณเท้าจึงมีความชื้นอยู่ตลอดเวลา ทำให้เกิดอาการเท้าเปื่อย ลอก คัน และแสบ และอาจมีโอกาสติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราตามมาได้
 

อาการของโรคน้ำกัดเท้า


อาการของโรคน้ำกัดเท้าแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่

  • ระยะแรก ผิวหนังบริเวณเท้าจะมีลักษณะเปื่อย แดง ลอกเนื่องจากการระคายเคือง โดยยังไม่มีการติดเชื้อ แต่หากมีอาการคันและเกาจนเกิดแผลถลอกก็มีโอกาสที่จะติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
  • ระยะที่สอง เป็นระยะที่ผิวหนังเปื่อยและลอกเป็นแผล ทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อรา โดยการติดเชื้อแบคทีเรียทำให้เกิดอาการอักเสบ บวมแดง ร้อน เป็นหนอง และปวด ส่วนการติดเชื้อราชนิด dermatophyte จะทำให้มีอาการคัน ผิวเป็นขุยและลอกออกเป็นแผ่นสีขาว และอาจมีกลิ่นเหม็น โดยเฉพาะตามซอกเท้า หากปล่อยไว้นานอาการอาจเป็นเรื้อรังและรักษาหายยาก แม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็อาจกลับมามีอาการใหม่ได้ถ้าเท้าเปียกชื้นอีก

 

การป้องกันคือหัวใจสำคัญของโรคน้ำกัดเท้า


ในช่วงเวลาที่น้ำท่วมในหลายๆ พื้นที่นี้ อาจเป็นการยากที่จะหลีกเลี่ยงการลุยน้ำ การป้องกันโรคน้ำกัดเท้าโดยการรักษาความสะอาดของเท้าและทำให้เท้ามีความชื้นน้อยที่สุดจึงเป็นเรื่องสำคัญ

  • หลีกเลี่ยงความชื้น ไม่ใส่รองเท้าและถุงเท้าที่เปียกชื้นเป็นเวลานาน ควรซักถุงเท้าให้สะอาดและตากให้แห้งก่อนนำมาใช้ทุกครั้ง
  • ป้องกันเมื่อลุยน้ำ สวมรองเท้าบูททุกครั้งที่ลุยน้ำ ถ้าระดับน้ำสูงเกินกว่าขอบรองเท้าให้ใช้ถุงดำครอบแล้วใช้หนังยางรัดไว้ หากน้ำเข้ารองเท้าให้หมั่นเทน้ำออกเป็นระยะๆ
  • รักษาความสะอาด หลังจากลุยน้ำให้รีบล้างเท้าให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ เช็ดให้แห้งโดยเฉพาะบริเวณซอกเท้า และใช้แป้งฝุ่นโรยบริเวณเท้าและซอกเท้าเพื่อให้เท้าแห้งสนิท
  • ดูแลแผล หากมีบาดแผลบริเวณเท้า เช็ดแผลด้วยแอลกอฮอล์ และใส่ยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดนไอโอดีน และหลีกเลี่ยงไม่ให้แผลสัมผัสกับน้ำสกปรกที่ท่วมขัง

 

รักษาโรคน้ำกัดเท้าให้ถูกวิธี


การรักษาโรคน้ำกัดเท้าจะพิจารณาตามระยะของโรค ดังนี้

  • ระยะแรก ยังไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าเชื้อรา เนื่องจากยังไม่มีการติดเชื้อ อาจทายาสเตียรอยด์อ่อนๆ หรือยาขี้ผึ้งวิทฟิลด์ (Whitfield’s ointment) ทาบริเวณที่เป็นวันละ 3 ครั้งได้ แต่ยาขี้ผึ้งวิทฟิลด์อาจทำให้ระคายเคืองบริเวณที่ทา จึงควรหลีกเลี่ยงการทาในบริเวณที่มีแผลเปิด
  • ระยะที่สอง
    • การติดเชื้อแบคทีเรีย ถ้าเป็นการติดเชื้อที่ไม่รุนแรง ให้ทำความสะอาดบริเวณแผลด้วยน้ำเกลือ แอลกอฮอล์ และใส่ยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดนไอโอดีน แต่หากเป็นการติดเชื้อเรื้อรังและรุนแรง อาจต้องรับประทานยาปฏิชีวนะร่วมด้วย ควรรีบไปพบแพทย์
    • การติดเชื้อรา สามารถเลือกใช้ยาทาต้านเชื้อราหรือยาขี้ผึ้งวิทฟิลด์ก็ได้ แต่การรักษาการติดเชื้อรามักใช้เวลานาน จึงควรใช้ยาอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรหยุดใช้ยาเองแม้ว่าอาการจะดีขึ้นเพราะอาจมีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้อีก โดยทั่วไปมักต้องทายาต่อเนื่องหลังจากอาการเป็นปกติแล้วอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ หากมีอาการรุนแรงควรไปพบแพทย์

 

การดูแลรักษาเท้าของผู้ป่วยเบาหวานในยามน้ำท่วม

 

  • หลีกเลี่ยงการลุยน้ำ ไม่ปล่อยให้เท้าแช่น้ำเป็นเวลานาน ถ้าจำเป็นต้องลุยน้ำให้สวมรองเท้าบูทซึ่งจะช่วยกันน้ำและกันของมีคมในน้ำที่อาจทำให้เกิดบาดแผล ถ้าไม่มีรองเท้าบูทอาจใช้รองเท้ายางหุ้มส้น ไม่ควรเดินลุยน้ำเท้าเปล่า
  • เลือกรองเท้าบูทหรือรองเท้ายางหุ้มส้นที่เหมาะกับเท้า ไม่คับหรือหลวมจนเกินไป ระวังหกล้มเวลาเดิน
  • ก่อนสวมรองเท้าทุกครั้งควรสำรวจดูสิ่งแปลกปลอมด้านใน เพื่อป้องกันการเกิดแผล นอกจากนั้นในภาวะน้ำท่วมอาจมีสัตว์มีพิษเข้ามาอยู่ในรองเท้าได้
  • ถ้าเท้าสัมผัสน้ำสกปรก ให้รีบทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาดและสบู่ เช็ดเท้าให้แห้งโดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเท้า
  • ถ้าทาโลชั่นควรหลีกเลี่ยงบริเวณซอกนิ้วเพราะอาจทำให้เกิดการหมักหมมติดเชื้อราได้ง่าย
  • ถ้ามีบาดแผลไม่ควรสัมผัสน้ำสกปรกเพราะบาดแผลจะเป็นทางนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ถ้ามีความจำเป็นต้องลุยน้ำให้ปิดแผลด้วยพลาสเตอร์กันน้ำ (Tegaderm)
  • ควรสังเกตดูเท้าของตนเองทุกวัน ถ้าพบความผิดปกติเช่นผื่นคัน เป็นขุย ตุ่มพุพอง หรือมีแผลอักเสบ ควรปรึกษาแพทย์


ในช่วงเวลาเช่นนี้ นอกจากการดูแลสุขภาพตัวเองในด้านอื่นๆ แล้ว การดูแลเท้าของตัวเองก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน หากสามารถรักษาความสะอาดของเท้าได้เป็นอย่างดี ก็สามารถป้องกันตัวเองจากโรคน้ำกัดเท้าได้ไม่ยาก

เรียบเรียงโดย โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

Posted by Bumrungrad International
ในสถานการณ์น้ำท่วมที่เริ่มจะดีขึ้น หลายพื้นที่น้ำลดลงแล้ว ผู้ประสบภัยหลายรายเริ่มจะกลับบ้านได้ แต่บ้านที่โดนน้ำท่วม เมื่อน้ำลด ย่อมทิ้งปัญหาเอาไว้ให้เจ้าของบ้านต้องแก้ไข โดยเฉพาะการทำความสะอาดบ้าน
Posted by Bumrungrad International
November 25, 2011
comments
เมื่อน้ำที่ท่วมขังอยู่นานลดลงไป ปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เชื้อรา ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายให้กับบ้าน แต่ยังอาจส่งผลต่อสุขภาพของคนในบ้าน โดยเฉพาะคนที่เป็นหอบหืด ภูมิแพ้ หรือโรคในระบบทางเดินหายใจ รวมถึงผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัด ผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งอาจแพ้และไวต่อการติดเชื้อรา ดังนั้น เพื่อป้องกันและกำจัดปัญหาเชื้อรา ควรรีบทำความสะอาดบ้านภายใน 24-48 ชั่วโมงหลังน้ำลด
Posted by Bumrungrad International
November 25, 2011
comments
สถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบันส่งผลต่อปัญหาสุขภาพในหลายด้าน สำหรับคนที่ต้องลุยน้ำหรือย่ำน้ำสกปรกซึ่งอาจมีเชื้อโรคปะปนอยู่ มักเกิดโรคผิวหนังที่เรียกว่า “โรคน้ำกัดเท้า”
Posted by Bumrungrad International
November 14, 2011
comments
หลายๆ พื้นที่ระดับนํ้าอาจจะยังอยู่ในภาวะวิกฤติ แต่หลายพื้นที่ระดับนํ้าก็เริ่มลดลงแล้วและแน่นอนว่าจะต้องทิ้งร่องรอยความเสียหายต่ออาคารบ้านเรือนเป็นอย่างมาก ซึ่งหลังน้ำลดแล้ว คุณจะมีวิธีดูแล และฟื้นฟูบ้านอย่างไรบ้าง ซึ่งโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ได้นำเอาบทความดีๆ จากอาจารย์ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์ อดีตนายกสมาคมสถาปนิกสยามฯ ซึ่งเมื่อปี 2538 อย่างที่ทราบกันดีว่าเกิดวิกฤตินํ้าท่วมใหญ่ ในช่วงเวลาดังกล่าวอาจารย์ได้เขียนและจัดพิมพ์หนังสือเรื่อง "บ้านหลังนํ้าท่วม" แต่ในครั้งนี้อุทกภัย ปี 2554 อาจารย์ได้ปรับเนื้อหาให้กระชับมากขึ้น นำเสนอเป็นบทความ เรื่อง "บัญญัติ 21 ประการ บ้านหลังนํ้าท่วม" มาฝากสำหรับผู้ประสบภัยที่บ้านถูกน้ำท่วมกัน
Posted by Bumrungrad International
November 11, 2011
comments
ในช่วงที่หลายจังหวัดในประเทศไทยประสบกับอุทกภัยร้ายแรงเช่นนี้ คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายคงมีความกังวลใจเกี่ยวกับความปลอดภัยของลูก ดังนั้นการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วม และสอนให้เด็กรับรู้ถึงอันตรายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะป้องกันทั้งโรคและภัยที่มากับน้ำได้ โดยมี 3 ประเด็นใหญ่ๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสนใจเพื่อให้ลูกยังคงมีสุขภาพที่ดีในช่วงเวลานี้
Posted by Bumrungrad International
November 08, 2011
comments
“อาสาบำรุงราษฎร์” ภารกิจจากใจช่วยผู้ประสบอุทกภัย
ทุกสัปดาห์ หน่วยแพทย์ “อาสาบำรุงราษฎร์” มีกำหนดการออกหน่วยเพื่อตรวจสุขภาพให้กับชุมชนต่าง ๆ ที่ประสบภัยน้ำท่วม ซึ่งรวมถึงพื้นที่ของพนักงานของโรงพยาบาลฯ และครอบครัวที่ประสบภัยน้ำท่วมอีกด้วย “อาสาบำรุงราษฎร์” เป็นส่วนหนึ่งของความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากภาวะน้ำท่วม ซึ่งรวมถึงการมอบถุงยังชีพและสิ่งของ ตลอดจนการให้ความรู้แก่ประชาชนในเรื่องของโรคภัยไข้เจ็บในภาวะน้ำท่วมอีกด้วย
Posted by Bumrungrad International
November 04, 2011
comments

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ