5 เรื่องที่ควรใส่ใจสำหรับการดูแลผู้สูงวัย

5 วิธีการดูแลสุขภาพผู้สูงวัย

เมื่ออายุมากขึ้นและก้าวเข้าสู่ช่วงวัยสูงอายุ ผู้สูงวัยจำเป็นต้องดูแลตนเองมากขึ้นเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตในช่วงปลายได้อย่างมีความสุข แต่ไม่เพียงเฉพาะผู้สูงวัยเท่านั้นที่ควรเรียนรู้วิธีการดูแลตนเอง ลูกๆ หลานๆ ก็ควรให้ความสำคัญในการดูแลเอาใจใส่สุขภาพของผู้สูงวัยด้วยเช่นกัน


การดูแลสุขภาพช่องปาก

  • ควรแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน นานประมาณ 2 นาที โดยแปรงฟันให้ทั่วถึงและควรทำความสะอาดลิ้นเบาๆ
  • เลือกใช้อุปกรณ์เสริมอื่นๆ ที่เหมาะสมร่วมด้วย เช่น ไม้จิ้มฟัน ไหมขัดฟัน แปรงซอกฟัน
  • หากใส่ฟันปลอม ควรทำความสะอาดฟันปลอมอย่างถูกวิธี
    • ฟันปลอมชนิดถอดได้ ควรถอดฟันปลอมออกมาทำความสะอาดหลังรับประทานอาหารทุกมื้อ โดยใช้แปรงสีฟันขนอ่อนกับน้ำสบู่ แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด ห้ามใช้ผงขัด ถ้ามีคราบฝังแน่นติดฟันปลอมสามารถแช่ในน้ำยาแช่ฟันปลอมหรือน้ำผสมเม็ดฟู่สำหรับฟันปลอม เพื่อช่วยขจัดคราบและฆ่าเชื้อโรคได้ ที่สำคัญคือ ก่อนนอนจะต้องถอดฟันปลอมเพื่อให้เหงือกได้พักผ่อนและเอาฟันปลอมแช่น้ำไว้เสมอ ไม่ให้ฟันปลอมแตกแห้ง
    • ฟันปลอมชนิดติดแน่น แปรงฟันหลังอาหารทุกมื้อ ควรใช้ไหมขัดฟันสอดเข้าทำความสะอาดใต้ฟันปลอมและขอบเหงือก และพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน
  • ควรพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพฟันและเหงือกอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง


การดูแลผิวหนัง

ผู้สูงวัยมักพบปัญหาผิวแห้ง ซึ่งเกิดจากต่อมไขมันที่ผิวหนังขับน้ำมันหล่อเลี้ยงได้น้อยกว่าเดิม ทำให้ความชุ่มชื้นลดลง จึงเกิดผิวหนังแห้งและแตก จนเกิดอาการคันที่ผิวหนังได้

  • ควรอาบน้ำอุ่นเท่าที่จำเป็น ไม่นอนแช่หรือราดน้ำอุ่นบริเวณใดบริเวณหนึ่งนานๆ เพราะจะทำให้ผิวหนังเกิดการแตก แห้ง และคันมากขึ้น
  • ควรเลือกใช้สบู่อ่อนหรือสบู่ที่ให้ความชุ่มชื้น
  • ใช้ครีมหรือโลชั่นทาผิว เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนัง
  • ไม่ควรเกาผิวหนัง หากมีอาการคันมาก ควรปรึกษาแพทย์


การดูแลเมื่อมีอาการท้องผูก

  • กระตุ้นให้ถ่ายอุจจาระ โดยให้ขับถ่ายเป็นเวลาทุกวัน จัดสภาพแวดล้อมขณะขับถ่ายให้สะดวก นั่งถ่ายบนโถส้วม ขณะถ่ายอุจจาระให้นวดหน้าท้องเบาๆ เกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องบ่อยๆ
  • ป้องกันไม่ให้ท้องผูกซ้ำ โดยกระตุ้นให้ออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวร่างกายบ่อยๆ รับประทานอาหารที่มีกากใยมาก เช่น ผักผลไม้สด ธัญพืช ถั่ว ลูกพรุน ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2-3 ลิตร ฝึกนิสัยการขับถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลา หมั่นประเมินและบันทึกความถี่ของการขับถ่ายอุจจาระ ลักษณะและสีของอุจจาระ
  • หากต้องใช้ยาระบาย ควรใช้ยาเพิ่มกากใยอาหารหรือยาที่ทำให้อุจจาระนิ่ม ตามคำแนะนำของแพทย์


การดูแลเมื่อมีอาการท้องเสีย

  • ควรดูแลช่วยเหลือให้ผู้สูงอายุไปห้องน้ำได้ทัน เพราะส่วนมากมักกลั้นอุจจาระไม่ได้ จัดท่าให้สุขสบายในขณะขับถ่าย ควรให้นั่งถ่ายบนโถส้วม ไม่ควรนั่งยองๆ หลังการขับถ่ายควรทำความสะอาดด้วยน้ำและซับให้แห้งทุกครั้ง ดูแลผิวหนังบริเวณทวารหนักและฝีเย็บให้สะอาดและแห้งอยู่เสมอ ควรนอนพักบนเตียงและรับประทานยาตามแผนการรักษาของแพทย์ (ถ้ามี)
  • ป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ โดยในระยะแรกอาจงดอาหารเพื่อไม่กระตุ้นลำไส้ให้เคลื่อนไหวมาก ซึ่งจะทำให้เสียน้ำและเกลือแร่มาก ควรดื่มสารละลายผงเกลือแร่ น้ำหวาน หรือน้ำอัดลมที่เขย่าฟองให้หมดแล้วเติมเกลือเล็กน้อย เมื่ออาการดีขึ้นและไม่มีอาการอาเจียนแล้ว จึงค่อยรับประทานอาหารย่อยง่าย มีกากน้อย รสอ่อน ไม่มีไขมัน ควรดื่มน้ำทดแทนการสูญเสียอย่างน้อยวันละ 2-3 ลิตร หากยังมีอาการอาเจียนหรือถ่ายเหลวมาก ควรพบแพทย์เพื่อพิจารณาให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ
  • หมั่นสังเกตภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ เช่น กระหายน้ำมาก ผิวขาดความตึงตัว ใจสั่น ปวดท้อง เป็นตะคริว ซึม สับสน เป็นต้น


การดูแลเมื่อมีอาการท้องอืดหรือกรดไหลย้อน

  • หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าที่แน่นเกินไป หรืองดกิจกรรมที่เพิ่มแรงดันในช่องท้อง เปลี่ยนท่าบ่อยๆ ควรผายลมและเรอออกมาโดยไม่ต้องกลั้นเอาไว้ รับประทานยาตามแผนการรักษาของแพทย์
  • ควรป้องกันไม่ให้ท้องอืดเพิ่มขึ้น โดยรับประทานอาหารช้าๆ ในปริมาณที่พอดี เคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ทำให้เกิดก๊าซ (เช่น ถั่ว หัวไชเท้า น้ำอัดลม เครื่องเทศ อาหารรสจัด เป็นต้น) อาหารที่ย่อยยากประเภทไขมันหรืออาหารทอด หลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่ง อมทอฟฟี่ และสูบบุหรี่ ไม่ควรดื่มน้ำขณะกำลังรับประทานอาหาร ไม่นอนหรือออกกำลังกายหนักทันทีหลังรับประทานอาหาร ควรออกกำลังกายและให้ร่างกายมีการเคลื่อนไหวอยู่เสมอ

เรียบเรียงโดย คลินิกสุขภาพผู้สูงอายุนิวไลฟ์ ศูนย์อายุรกรรม โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
 

Posted by Bumrungrad International
วิดีโอที่เกี่ยวข้อง:

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

บล็อกของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ติดตามบล็อกของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ผ่าน RSS Feed