ต้อหิน...ภัยเงียบที่คุกคามการมองเห็น

ความเสี่ยงและการรักษาโรคต้อหิน
ต้อหิน หนึ่งในโรคทางตาที่เป็นสาเหตุสำคัญของภาวะตาบอดที่เกิดขึ้นทั่วโลก จัดเป็นภัยเงียบที่คุกคามนัยน์ตาได้โดยไม่ทันรู้ตัว หากรักษาไม่ทันอาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้ในที่สุด

ต้อหินเป็นโรคที่มีการเสื่อมของประสาทตา โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือ ความดันตาที่สูงขึ้นจนมีการทำลายประสาทตาและส่งผลให้เกิดการสูญเสียการมองเห็น โดยภาวะความดันตาสูงคือความดันตาที่สูงกว่า 22 มิลลิเมตรปรอท (ค่าความดันตาปกติอยู่ที่ 5-22 มิลลิเมตรปรอท)


ใครบ้างมีความเสี่ยง

ผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต้อหิน ได้แก่ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี มีประวัติครอบครัวเป็นโรคต้อหิน ตรวจพบความดันตาสูง เคยมีอุบัติเหตุเกี่ยวกับดวงตา ใช้ยาสเตียรอยด์ มีภาวะสายตายาวหรือสั้นมาก มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น เบาหวาน ไมเกรน เป็นต้น


ไม่มีอาการเตือน อันตรายที่ต้องระวัง

สิ่งที่ควรระวังสำหรับโรคต้อหินคือ โรคนี้มักไม่มีอาการเตือนในระยะแรก การสูญเสียการมองเห็นจะเริ่มที่ขอบนอกของลานสายตา ซึ่งคือการมองเห็นด้านข้าง ส่วนตรงกลางภาพยังเห็นชัด หากไม่ได้รับการรักษาลานสายตาในการมองเห็นภาพจะแคบลงเรื่อยๆ การเปลี่ยนแปลงมักจะค่อยๆ เป็นโดยที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว ต่อเมื่อรู้สึกว่ามองเห็นผิดปกติหรือเห็นไม่ชัด ลานสายตาก็มักจะถูกทำลายไปมากแล้ว


         Glaucoma-blog-474x350.jpg
  

ต้อหินเฉียบพลัน ต้องได้รับการรักษาทันที

สำหรับผู้ที่เป็นต้อหินเฉียบพลันซึ่งเป็นภาวะที่มีความดันตาสูงขึ้นมากและรวดเร็ว จัดเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที หากผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะ ปวดตาอย่างรุนแรงและเฉียบพลัน ตาแดง ตามัว เห็นแสงสีรุ้งรอบดวงไฟ คลื่นไส้ อาเจียน ต้องรีบมาพบแพทย์เพื่อรับการรักษาทันที อย่างไรก็ดีต้อหินเฉียบพลันพบได้ไม่บ่อยนัก


การรักษาโรคต้อหิน

การรักษาโรคต้อหินมีเป้าหมายเพื่อประคับประคองไม่ให้ประสาทตาถูกทำลายมากขึ้นและเพื่อให้การมองเห็นที่มีคงอยู่นานที่สุด โดยการรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของโรค ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย สำหรับทางเลือกในการรักษาในปัจจุบันมีอยู่ 3 วิธีหลัก ได้แก่ การรักษาด้วยยา (ต้องหยอดยาอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง) การใช้เลเซอร์ และการผ่าตัด

ทั้งนี้ผู้ป่วยต้องติดตามการรักษาเป็นระยะๆ ตามแพทย์นัด เพื่อประเมินผลการรักษา การดำเนินโรค และผลข้างเคียงจากการรักษา


ตรวจคัดกรอง ป้องกันโรคต้อหิน

เนื่องจากโรคต้อหินหากประสาทตาถูกทำลายไปแล้ว จะไม่สามารถฟื้นฟูให้กลับมาได้ การตรวจวิเคราะห์ความเสี่ยง การวินิจฉัย และการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรกจึงมีความสำคัญมาก ดังนั้นผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปหรือผู้ที่มีความเสี่ยงควรเข้ารับการตรวจคัดกรองเพื่อดูว่าเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อหินหรือไม่

 
อายุ
 ความถี่ในการตรวจคัดกรองตา 
 ผู้ที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยง ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง* 
 18-39 ปี  ตรวจตาอย่างน้อย 1 ครั้ง  ทุก 1-2 ปี หรือตามที่แพทย์แนะนำ
 40-64 ปี  ทุก 2-4 ปี  ทุก 1-2 ปี หรือตามที่แพทย์แนะนำ
 65 ปีขึ้นไป  ทุก 1-2 ปี  ทุกปี หรือตามที่แพทย์แนะนำ

*ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง มีประวัติโรคทางตา เช่น จอประสาทตาลอก อุบัติเหตุเกี่ยวกับตา มีประวัติครอบครัวเกี่ยวกับโรคทางตา เช่น ต้อหิน จอประสาทตาเสื่อม ทำงานที่ใช้สายตามาก ใช้ยาที่มีผลต่อตา ใส่คอนแทคเลนส์

เรียบเรียงโดย พญ.อรทัย สุวรรณพิมลกุล จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคต้อหิน ศูนย์จักษุ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

Posted by Bumrungrad International

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

บล็อกของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ติดตามบล็อกของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ผ่าน RSS Feed