เรื่องควรรู้เกี่ยวกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่

วัคซีนไข้หวัดใหญ่


ใครบ้างที่ควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่


วัคซีนไข้หวัดใหญ่สามารถฉีดได้ทุกอายุ ในเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป จนถึงผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ รวมถึงหญิงที่กำลังให้นมลูกก็สามารถรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้ โดยไม่ได้เน้นว่าจะต้องเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนเท่านั้น วัคซีนไข้หวัดใหญ่สามารถฉีดได้ทุกปี แต่สำหรับผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพอยู่แล้วยิ่งสมควรได้รับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี
 

ทำไมถึงแนะนำให้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี


เหตุผลที่ควรต้องฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี เพราะภูมิคุ้มกันของร่างกายที่มีต่อเชื้อไข้หวัดใหญ่ ไม่ว่าจะจากการฉีดวัคซีนหรือจากการเจ็บป่วยจากเชื้อธรรมชาตินั้นคงอยู่ไม่นานและมักจะลดต่ำลงได้ในระยะเวลาไม่กี่เดือนหรือปี การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปีจึงเป็นการกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันต่อไข้หวัดใหญ่มีระดับที่สูงอยู่ตลอดเวลาสำหรับรับมือกับเชื้อที่จะเข้ามาสู่ร่างกายของเรา รวมถึงเชื้อไข้หวัดใหญ่มักมีการกลายพันธุ์ได้ในช่วงระยะเวลาไม่นาน วัคซีนที่ฉีดทุกปีจะมีองค์ประกอบของเชื้อที่อยู่ในวัคซีนซึ่งปรับเปลี่ยนไปตามฤดูกาลปัจจุบัน ดังนั้นการฉีดวัคซีนทุกปีจึงช่วยให้ภูมิคุ้มกันต่อไข้หวัดใหญ่ได้มีการปรับให้เหมาะสมกับเชื้อที่มาใหม่แต่ละปีด้วย
 

ใครบ้างที่จัดเป็นกลุ่มเสี่ยงที่สมควรเข้ารับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่


กลุ่มคนที่จัดเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนที่มีอันตรายได้ง่าย ซึ่งสมควรเข้ารับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ได้แก่
  • เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี
  • ผู้ใหญ่อายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป
  • หญิงตั้งครรภ์
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวหลายอย่าง เช่น
 

องค์การอนามัยโลกมีเกณฑ์การคัดเลือกสายพันธุ์เชื้อไข้หวัดใหญ่ที่มาทำเป็นวัคซีนในแต่ละปีอย่างไร


ในปัจจุบันองค์การอนามัยโลกมีศูนย์เฝ้าระวังและติดตามการระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่และเชื้อโรคใหม่ๆ ที่อาจทำให้เกิดการระบาดที่เป็นอันตรายแก่ประชากรโลกอยู่ตามประเทศต่างๆ มากกว่า 100 ศูนย์ทั่วโลก ซึ่งจะมีการเก็บตัวอย่างเชื้อและรายละเอียดของการเจ็บป่วยด้วยอาการต่างๆ ของผู้ป่วยอย่างเป็นระบบตามหลักการด้านระบาดวิทยาอยู่ตลอดเวลา และดำเนินเรื่องส่งต่อไปยังศูนย์ใหญ่ที่อยู่ในแต่ละภูมิภาคของโลก ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และจีน เพื่อเป็นฐานข้อมูลอย่างละเอียดของเชื้อไวรัสชนิดต่างๆ ที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วย เพื่อให้สามารถเตรียมรับมือกับปัญหาการระบาดของเชื้อเหล่านี้ได้ทันท่วงทีหากมีการระบาดเกิดขึ้น
 
หลังจากนั้นผู้เชี่ยวชาญขององค์การอนามัยโลกและของแต่ละประเทศจะมีการประชุมประเมินสถานการณ์การระบาดในแต่ละช่วงเวลาฤดูกาล และให้คำแนะนำถึงเชื้อที่จะใช้ในวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ซึ่งโดยปกติข้อแนะนำนี้จะออกมาปีละ 2 ครั้งเพื่อให้เหมาะสมกับฤดูกาลของแต่ละซีกโลก คือ ซีกโลกทางเหนือ (Northern Hemisphere) และซีกโลกทางใต้ (Southern Hemisphere)
 
สำหรับประเทศไทยอยู่ในแนวเส้นศูนย์สูตร จะใช้วัคซีนของทางซีกโลกเหนือหรือใต้ก็ได้ ขึ้นกับช่วงเวลาที่ต้องฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่มีในตอนนั้น เนื่องจากพบมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่กระจายไปเรื่อยๆ เกือบตลอดทั้งปี ไม่ได้จำกัดว่าจะเกิดการระบาดเฉพาะในหน้าฝนเท่านั้น

ข้อมูลวัคซีนไข้หวัดใหญ่สำหรับปี ค.ศ.2012-2013

ผู้เชี่ยวชาญขององค์การอนามัยโลกได้คัดเลือกสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่นำมาใช้ในวัคซีนปี ค.ศ.2012-2013 สำหรับในฤดูหนาวของซีกโลกทางเหนือ จำนวน 3 สายพันธุ์ ได้แก่ A/California/7/2009 (H1N1)pdm09-like virus, A/Victoria/361/2011(H3N2)-like virus และ B/Wisconsin/1/2010-like virus ซึ่งองค์ประกอบของเชื้อจะแตกต่างจากวัคซีนของปี ค.ศ.2011-2012 จำนวน 2 ใน 3 เชื้อ ดังนั้น ผู้ที่ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ของปีที่แล้ว ควรพิจารณาเข้ารับการฉีดวัคซีนของปี ค.ศ.2012-2013 นี้ เพื่อให้ได้ประโยชน์จากการป้องกันเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A/H3N2/Victoria และ B/Wisconsin ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้
 
ทั้งนี้ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention: CDC) ได้ติดตามและประเมินว่าการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่สามารถลดการเจ็บป่วยที่ทำให้ต้องไปพบแพทย์ลงได้ถึง 60% เช่นเดียวกับการศึกษาหลายรายงานที่ทำมาในปีก่อนๆ ก็สนับสนุนประสิทธิภาพของวัคซีนนี้ แม้ว่าจะไม่ได้สูงถึง 100% แต่ก็พบว่าสามารถลดอัตราการเจ็บป่วย ลดปัญหาแทรกซ้อน และลดการใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่จำเป็น รวมถึงลดการขาดเรียน ขาดงาน การเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล และการเสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ได้อย่างชัดเจน

เรียบเรียงโดย นพ.ประสงค์ พฤกษานานนท์ กุมารแพทย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อในเด็ก ศูนย์กุมารเวช โรงพยาบาลบำรุงราษฏร์

อ้างอิง: http://www.cdc.gov/flu
 

Posted by Bumrungrad International
วิดีโอที่เกี่ยวข้อง:

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

บล็อกของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ติดตามบล็อกของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ผ่าน RSS Feed