ความบกพร่องทางการได้ยินในเด็ก

ปัญหาความบกพร่องทางการได้ยินในเด็กส่งผลต่อการเรียนรู้และพัฒนาการด้านสื่อสารของเด็ก รวมถึงมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของเด็กในระยะยาวได้ อย่างไรก็ตาม ปัญหาการได้ยินส่วนใหญ่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นหรือมีอาการรุนแรงขึ้นได้ หากได้รับการรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นหากผู้ปกครองสงสัยว่าเด็กอาจมีปัญหาด้านการได้ยิน ควรรีบพาเด็กมาพบแพทย์ก่อนที่อาการจะลุกลาม 
 

 

กระบวนการการได้ยิน

ร่างกายมีระบบการได้ยินอยู่ 2 ระบบด้วยกัน โดยส่วนหนึ่งเป็นระบบกลไก อีกส่วนหนึ่งเป็นระบบประสาท เริ่มต้นจากเสียงเข้ามาในช่องหู เมื่อสัมผัสกับแก้วหูทำให้แก้วหูมีความสั่นสะเทือน หลังจากนั้นแก้วหูจะส่งสัญญาณการสั่นสะเทือนไปยังกระดูก 3 ชิ้นเล็กๆ ได้แก่ กระดูกค้อน กระดูกทั่งและกระดูกโกลน และประสาทรับเสียงในหูชั้นในตามลำดับ หูชั้นในมีลักษณะเป็นแอ่งน้ำที่มีเส้นประสาทลอยอยู่ เมื่อมีการสั่นกระเพื่อมผ่านน้ำเข้าไปทำให้เส้นประสาทที่ลอยอยู่ในน้ำเกิดการขยับตัวเปลี่ยนสัญญาณการสั่นให้เป็นให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าส่งผ่านเส้นประสาทไปยังสมองเพื่อแปรเป็นข้อมูล


สาเหตุของการสูญเสียการได้ยิน

แพทย์จะวิเคราะห์สาเหตุของการสูญเสียการได้ยินตามกายวิภาคของหู ปกติหูของคนเรามีอยู่ 3 ชั้น คือหูชั้นนอก เริ่มตั้งแต่ช่องหูไปจนถึงแก้วหู ถัดมาคือหูชั้นกลางหรือส่วนที่ถัดจากแก้วหูซึ่งมีท่อระบายอากาศต่อจากจมูก ต่อจากหูชั้นกลางคือหูชั้นในซึ่งเป็นเรื่องของระบบประสาท สาเหตุของการสูญเสียการได้ยินเกิดได้จากหูทั้ง 3 ชั้น โดยสาเหตุเกิดได้จาก

  • หูชั้นนอก ที่พบบ่อยในเด็กคือขี้หูอุดตัน ทำให้เด็กได้ยินไม่ชัด หรือมีความผิดปกติแต่กำเนิด เช่น รูหูหรือใบหูไม่มี ตีบแคบ หรือผิดรูป
  • หูชั้นกลาง ที่พบบ่อยในเด็กคือภาวะน้ำขังในหูชั้นกลาง มักสัมพันธ์กับการเป็นหวัด จมูกกับหูชั้นกลางจะเชื่อมต่อกันดังนั้นเมื่อเด็กเป็นหวัดแล้วอาการไม่ดีขึ้น น้ำมูกที่อยู่ในจมูกอาจคั่งค้างในหูชั้นกลาง ทำให้การได้ยินลดลงได้
  • หูชั้นใน อาจเกิด แต่กำเนิดหรือเป็นภายหลัง เช่น การติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์ หรืออาจเกิดขึ้นจากที่หูชั้นกลางอักเสบ

 


อาการที่สังเกตได้

ผู้ปกครองสามารถสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงของเด็กได้ โดยเด็กอาจมีการถามซ้ำๆ เปิดโทรทัศน์เสียงดัง ไม่ตอบสนองต่อเสียงบางคนอาจมีอาการซุ่มซ่ามเพราะ มีอาการมึนงง มีอาการเป็นหวัดเรื้อรัง


ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัย

แพทย์จะเริ่มจากการถามอาการของเด็กกับผู้ปกครองเพื่อเป็นข้อมูลทางประวัติ หลังจากนั้นแพทย์จะตรวจร่างกายเพื่อหาความผิดปกติของหู เช่น ช่องหูตีบแคบหรือมีขี้หูอุดตันหรือเปล่า มีการคั่งค้างของน้ำมูกที่แก้วหูหรือไม่ เป็นต้น

สำหรับเด็กโตพอที่ให้ความร่วมมือในการตรวจได้ แพทย์อาจจะตรวจด้วยส้อมเสียงซึ่งเป็นการตรวจการได้ยินของหูทั้งสองข้างเทียบเคียงกันแบบคร่าวๆ นอกจากนี้แพทย์ยังอาจส่งตรวจการได้ยินโดยเฉพาะ โดยมีนักตรวจการได้ยิน (audiologist) เป็นผู้ทำการตรวจ ช่วยให้ทราบว่าเด็กได้ยินในระดับความดังเท่าไรเมื่อเทียบกับคนปกติทั่วไปที่ได้ยินในระดับความต่ำกว่า 25 เดซิเบล

ส่วนเด็กเล็ก อายุต่ำกว่า 3-4 ปี แพทย์จะใช้วิธีการตรวจ 2 รูปแบบคือ

  • OAE (Otoacoustic Emission) วัดคลื่นเสียงที่สะท้อนกลับออกมาจากช่องหูว่ามีในระดับที่เหมาะสมหรือไม่ ปัจจุบันใช้วิธีการนี้เป็นการตรวจคัดกรองเด็กแรกเกิดทุกราย
  • ABR (Auditory Brain Stem Response) เป็นการปล่อยเสียงในช่องหูเป็นระยะเพื่อตรวจการตอบสนองของคลื่นไฟฟ้าในเส้นประสาทหูและก้านสมอง 


การรักษาและการป้องกัน

เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กมีปัญหาประสาทหูเสื่อมตั้งแต่กำเนิด คู่สมรสควรตรวจสุขภาพก่อนแต่งงานและหากครอบครัวมีประวัติเรื่องประสาทหูเสื่อม ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการมีบุตร ระหว่างตั้งครรภ์ควรฝากครรภ์แต่เนิ่นๆ

หากเด็กมีปัญหาเรื่องประสาทหูเสื่อม แพทย์จะพิจารณาให้ใช้เครื่องช่วยฟัง การใส่เครื่องช่วยฟังตั้งแต่เนิ่นๆหรือเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ตั้งแต่เริ่มทราบว่าเด็กมีปัญหาการได้ยินโดยตรงจะทำให้พัฒนาการทางภาษาหรือการสื่อสารของเด็กดีขึ้น โดยสามารถเริ่มใส่เครื่องช่วยฟังได้ตั้งแต่เด็กอายุ 6 เดือน แต่ในบางกรณีที่เด็กไม่สามารถใช้เครื่องช่วยฟังขยายได้แล้ว แพทย์อาจใช้วิธีการผ่าตัดฝังประสาทหูเทียมแทน

ปัญหาการได้ยินในเด็กที่พบได้บ่อยคือปัญหาจากน้ำในหูชั้นกลาง ดังนั้นหากเด็กเป็นหวัดและอาการหวัดไม่ดีขึ้นในเวลา 5-7 วันควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจอาการเพิ่มเติม นอกจากนี้เด็กที่มีอาการภูมิแพ้ทำให้เป็นหวัดได้บ่อยกว่าคนปกติและมีผลต่อเนื่อง เช่น การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ผู้ปกครองควรดูแลให้เด็กมีสุขภาพแข็งแรง หลีกเลี่ยงในสิ่งที่แพ้หรือใช้ยาควบคุมอาการภูมิแพ้ ปัญหาจากน้ำในหูชั้นกลางเป็นปัญหาซึ่งวินิจฉัยได้ยาก ดังนั้นหากเด็กมีปัญหาเรื่องการได้ยิน ผู้ปกครองควรรีบนำมาพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง

นอกจากนี้แพทย์ยังแนะนำว่า ไม่ควรใช้ก้านสำลี (cotton bud) ในการทำความสะอาดใบหูเพราะขี้หูเป็นเหมือนเป็นขี้ผึ้งที่เคลือบใบหู ช่วยป้องกันน้ำ สิ่งสกปรกและการระคายเคืองจากภายนอก ดังนั้นหากเราไปเช็ดออก อาจทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อได้ง่ายและการใช้ก้านสำลีทำความสะอาดหูอาจทำให้ผิวหนังรอบรูหูชั้นนอกอักเสบได้
 

เรียบเรียงโดย รศ. นพ. วีระชัย ตันตินิกร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโสต ศอ นาสิกวิทยา, โสต ศอ นาสิกวิทยา
 

IMG
IMG
IMG
IMG

 

Posted by Bumrungrad International
ภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็ก
(Pediatric Obstructive Sleep Apnea) ภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็ก เป็นโรคที่ผู้ปกครองควรให้ความใส่ใจ
Posted by Bumrungrad International
August 30, 2017
comments
ความบกพร่องทางการได้ยินในเด็ก
ปัญหาความบกพร่องทางการได้ยินในเด็กส่งผลต่อการเรียนรู้และพัฒนาการด้านสื่อสารของเด็ก
Posted by Bumrungrad International
August 30, 2017
comments
โรคอ้วนในเด็ก
ปัจจุบันเด็กทั่วโลกมีแนวโน้มเป็นโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้น โดยเพิ่มขึ้น 2-3 เท่าตัว
Posted by Bumrungrad International
August 22, 2017
comments
ดูแลสุขภาพของลูกน้อยตั้งแต่วันนี้
เพื่อวางรากฐานให้เป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรง
Posted by Bumrungrad International
August 22, 2017
comments
ป้องกันโรคติดต่อ…ก่อนเดินทางไปต่างประเทศ
วัคซีนสำหรับผู้เดินทางที่ควรได้รับอย่างเหมาะสม แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม
Posted by Bumrungrad International
August 22, 2017
comments
สัญญาณเตือน.....ปัสสาวะบ่อยในผู้สูงอายุ
ชายที่มีอายุ 50-60 ขึ้นไปและเมื่อมีอายุมากขึ้น โอกาสในการเป็นต่อมลูกหมากโตก็สูงขึ้นตามไปด้วย
Posted by Bumrungrad International
August 17, 2017
comments

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ