What's News - Bumrungrad International Hospital ติดตามข่าวสารผ่าน RSS Feed

กิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ เรื่องการใช้ยาที่ถูกต้องและการแพ้ยา

ในวันพุธที่ 11 มีนาคม 2558 เวลา 9.00-12.00 น. ณ อาคารบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล คลินิก ชั้น G

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จัดกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ

"เรื่อง การใช้ยาที่ถูกต้อง การแพ้ยา รวมถึงเรื่องใกล้ตัวเกี่ยวกับยา"
 

 knowmedicaldetail-01.jpg

รับประทานยานี้ก่อนอาหาร

ควรรับประทานยาก่อนอาหารประมาณ 1 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเวลาที่ท้องว่าง เนื่องจากอาหารในกระเพาะมีผลต่อการดูดซึมของยาเข้าร่างกาย ทำให้ยาเข้าร่างกายน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ได้แก่ ยาปฏิชีวนะบางชนิด (เช่น คล็อกซาซินลิน; cloxacillin) หรือยาป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียน (เช่น เมโตโคลปราไมด์; Metociopramide) ซึ่งต้องรอยาออกฤทธิ์ก่อนจึงค่อยรับประทานอาหาร

รับประทานยานี้หลังอาหาร  ควรรับประทานยาหลังรับประทานอาหารเสร็จประมาณ 15 ถึง 30 นาที

รับประทานยานี้หลังอาหารทันที

ยาบางชนิดทำให้เกิดอาการปวดท้อง ระคายกระเพาะอาหาร เช่น แอสไพริน (Aspirin), กลุ่มยาแก้ปวดอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือ ยากลุ่มสเตียรอยด์ (Steroids) ดังนั้นเพื่อให้ลดผลข้างเคียงเหล่านี้จึงควรรับประทานยายาหลังอาหารทันที


รับประทานยานี้ควรดื่มน้ำมากๆ

โดยปกติควรดื่มน้ำอย่างน้อย 1 แก้วทุกครั้งที่รับประทานยา ในกรณีที่ฉลากระบุว่า ควรดื่มน้ำมากๆ หมายถึงควรดื่มน้ำมากกว่า 1 แก้วหรือตามแต่ที่ฉลากระบุไว้อย่างชัดเจน น้ำจะช่วยป้องกันภาวะร่างกายสูญเสียน้ำที่เป็นผลจากยาบางชนิด และยังช่วยป้องกันไม่ให้ยาบางชนิดตกตะกอนในไตอีกด้วย


รับประทานยานี้แล้วอาจง่วงนอน

ยากลุ่มนี้เมื่อรับประทานแล้วทำให้เกิดอาการง่วงนอน เพราะมีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง เช่น ยาคลอร์-เฟนิรามีน (Chlorpheniramine) ไดอะซีแพม (Diazepam) และไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ร่วมด้วย เพราะจะทำให้เกิดอันตรายมากขึ้น ผู้ใช้ยากลุ่มนี้ควรหลีกเลี่ยงการขับรถหรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกลทุกชนิด


ควรกลืนยาทั้งเม็ด ห้ามบดหรือเคี้ยวเม็ดยา

รูปแบบยาประเภทนี้ พัฒนาเพื่อให้การปลดปล่อยยาแบบอย่างช้าๆ ในอัตราที่กำหนดไว้ หรือเป็นรูปแบบยาที่ป้องกันการแตกตัวในกระเพาะอาหาร แต่ให้แตกตัวและดูดซึมในลำไส้เล็ก โดยอาจสังเกตได้จากชื่อยามักจะมีคำว่า sustained release, extended release, หรือ enteric coated ต่อท้าย


เก็บยาไว้ในตู้เย็น ห้ามแช่แข็ง
เก็บยาในตู้เย็นภายใต้อุณหภูมิ 2 ถึง 8 องศาเซลเซียสเพราะยาอาจเสื่อมคุณภาพเมื่อเก็บในอุณหภูมิห้อง


รับประทานยานี้ติดต่อกันทุกวันจนหมด

โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะในการรักษาโรคติดเชื้อ เช่นกลุ่มยาเพนนิซิลลิน เตตร้าซัยคลิน เป็นต้น ยาปฏิชีวนะอาจจะทำให้อาการดีขึ้นภายใน 2-3 วัน แต่ยังจำเป็นต้องรับประทานยาต่อจนครบตามแพทย์สั่ง เพื่อให้แน่ใจได้ว่าทำลายเชื้อที่ก่อโรคได้หมดสิ้น และป้องกันการดื้อยา

 

เอกสารอ้างอิง

ธิดารัตน์  บัวชื่น, ฉลากและเอกสารกำกับยานั้น.....สำคัญไฉน. R&D Newsletter GPO, Dec 2012 [Internet] [Cited 8 Nov 14] Available from: https://www.gpo.or.th/rdi/html/RDINewsYr19No4/7.pdf.

 



 

 



drug-allergy-01.jpg
สาเหตุอาการแพ้ยา

เกิดจากการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายซึ่งทำหน้าที่มากเกินไป เพราะเข้าใจว่ายาที่ได้รับเข้าสู่ร่างกายเป็นสิ่งแปลกปลอม อาการแพ้ยาเป็นภาวะที่เกิดกับประชากรส่วนน้อยที่ได้รับยานั้นๆ เพราะโดยทั่วไปแล้ว คนส่วนใหญ่สามารถใช้ยาได้อย่างปลอดภัยโดยไม่เกิดความผิดปกติใดๆ อาการแพ้ยาอาจเกิดทันทีหลักจากได้รับยาเป็นครั้งแรก หรืออาจเกิดหลังจากได้รับยานั้นมาแล้วหลายครั้งก็ได้


อาการ

ผู้ป่วยที่แพ้ยาส่วนใหญ่มักมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น อาการผื่นคัน หรือ ลมพิษ อย่างไรก็ตาม การแพ้ยาอาจรุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ถ้าปฏิกริยาการแพ้นั้นเกิดขึ้นทั่วร่างกาย ซึ่งได้แก่ภาวะที่เรียกว่า Anaphylaxis (อะ-นา-ไฟ-แลก-ซิส) โดยการแพ้ในรูปแบบนี้จะเกิดขึ้นทันทีที่ผู้ป่วยได้รับยา อาการแสดงของภาวะนี้ได้แก่ อาการหายใจติดขัด หลอดลมตีบและเกร็ง รวมทั้งมีความดันโลหิตต่ำ  และอาจช็อคได้ ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขทันเวลาอาจทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิต


ยาที่มักเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยแพ้

  • ยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ-แก้อักเสบ) เช่น ยาในกลุ่ม เพนนิซิลิน เซปฟาโลสปอริน ซัลโฟนาไมด์ ควิโนโลน เตตราไซคลิน
  • ยาลดอาการปวด เช่น แอสไพริน ไดโคลฟีแนค ไอบูโพรเฟน อินโดเมธาซิน มอร์ฟีน โคเดอีน
  • ยากันชัก ยาลดกรดยูริก ยาฆ่าเชื้อวัณโรค ยาระงับความรู้สึก (ยาชาเฉพาะที่/ยาสลบ) ยารักษามะเร็ง
  • วัคซีน เช่น วัคซีนป้องกันบาดทะยัก และ วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ เป็นต้น


ทำอย่างไรเมื่อสงสัยว่าแพ้ยา

เมื่อสงสัยว่าแพ้ยา ควรหยุดยาที่สงสัยทันที อาจรับประทานยาแก้แพ้ (ยาต้านฮิสตามีน) เพื่อบรรเทาอาการเบื้องต้น จากนั้นควรมาพบแพทย์และควรนำยาทั้งหมดที่ใช้อยู่ในขณะนั้นมาให้แพทย์ดูด้วย เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการประเมินการแพ้ยาว่าน่าจะเกิดจากยาตัวใด กรณีที่อาการแพ้ยารุนแรง ได้แก่ อาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ใจสั่น หน้ามืด ความดันโลหิตต่ำ เป็นลม หมดสติ ต้องรีบมาโรงพยาบาลทันที เพื่อให้ยาสเตียรอยด์และยาอะดรีนาลีนเพื่อช่วยชีวิต


การป้องกันการแพ้ยา

ยาทุกขนานสามารถทำให้ผู้ป่วยแพ้ได้ทั้งสิ้น แม้กระทั่งยาที่มีการใช้อย่างแพร่หลายและเป็นที่ยอมรับในเรื่องความปลอดภัย เช่น พาราเซตามอล ก็สามารถทำให้ผู้ป่วยแพ้ได้เช่นกัน ดังนั้นเพื่อลดโอกาสเสี่ยงในการแพ้ยา จึงควรใช้ยาเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น และไม่ควรนำยาของผู้อื่นมาใช้ เว้นแต่จะได้ปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรว่าสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย สำหรับผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้ยา เพื่อป้องกันการได้รับยาที่แพ้หรือยาในกลุ่มเดียวกับยาที่แพ้ ควรพกบัตรแพ้ยาหรือจดชื่อยาที่แพ้พกติดตัวไว้เสมอเพื่อแจ้งกับแพทย์หรือเภสัชกรทักครั้งที่พบแพทย์หรือรับยา และหากจะรับประทานยาใดๆ ก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยของท่านเอง


เอกสารอ้างอิง

Henochowicz SI, Zieve D. Drug Allergy [Internet]. 2014 [Cited Oct 11, 2014]. Available from: http://www.drugs.com/enc/drug_allergies.html

Patienteducationcenter. Medication Allergy [Internet]. [Cited Oct 11, 2014]. Available from: http://www.patienteducationcenter.org/articles/medication-allergy

ศูนย์รักษาโรค
Procedures & Tests

Clinics & Centers