คุณแม่ตั้งครรภ์

  • ขนาดตัวอักษร
  •  
  •  

อาการของคุณแม่ตั้งครรภ์




ขณะตั้งครรภ์ ร่างกายและอวัยวะต่างๆ ของคุณแม่จะมีการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เหมาะสมในการสร้างความเจริญเติบโตให้กับลูก และในขณะเดียวกันจะมีฮอร์โมนที่เกิดจากรกและตัวลูก ทำให้คุณแม่มีการเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่าง ทั้งอารมณ์และร่างกายของคุณแม่

ประจำเดือนขาด
แม่ที่ตั้งครรภ์ ประจำเดือนจะขาด ถ้าตรวจปัสสาวะที่ได้ใหม่ๆ ในตอนเช้าหลังตื่นนอน เมื่อประจำเดือนขาดไปประมาณ 7 วัน จะพบฮอร์โมน Beta HCG (ฮอร์โมนที่ใช้ตรวจภาวะตั้งครรภ์) ขึ้นสูง

ปัสสาวะบ่อย
เนื่องจากมดลูกโตขึ้นเบียดกระเพาะปัสสาวะ ทำให้กระเพาะปัสสาวะขยายตัวได้น้อยลง ทำให้ต้องปัสสาวะบ่อย และเนื่องจากมีเลือดผ่านที่ไตมากขึ้น ทำให้ปัสสาวะมากขึ้น จึงถ่ายปัสสาวะบ่อย
 
แพ้ท้อง
จากฮอร์โมนของการตั้งครรภ์ที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ส่วนใหญ่จะหายเป็นปกติเมื่อตั้งครรภ์ได้ประมาณ 4 เดือน บางรายอาจจะมีอาการจนถึงคลอดก็มี และในบางรายอาจไม่มีอาการแพ้ท้องเลยก็ได้
 
เต้านมใหญ่และคัด
เนื่องจากต่อมน้ำนมมีการขยายตัวเพื่อทำหน้าที่ผลิตน้ำนมให้ลูกได้เพียงพอ ทำให้เต้านมมีขนาดใหญ่ สีหัวนมและลานนมจะคล้ำ
 
น้ำหนักตัวขึ้น
ปกติหญิงตั้งครรภ์ควรมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 10-12 กิโลกรัม โดยทั่วไปน้ำหนักควรเพิ่มเดือนละ 1-1.5 กิโลกรัม ถ้าน้ำหนักเพิ่มมากเกินไปจะทำให้มีอาการบวมร่วมด้วย
วิตกกังวล
จากฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้น รูปร่างที่เปลี่ยนไป ทำให้กังวลว่าสามีอาจจะไม่รัก กังวลว่าลูกจะเจริญครบสมบูรณ์หรือไม่ เครียดง่าย โกรธง่าย ช่วงนี้สามีควรช่วยปลอบและเป็นเพื่อนคอยให้กำลังใจ ให้ความเข้าใจ ถ้ามีปัญหาต้องพูดคุยให้ทราบถึงความวิตก ความไม่เข้าใจ อย่าเก็บไว้ตามลำพัง อาจจะพูดคุยให้แพทย์หรือสามีทราบ เพื่อผ่อนคลายความวิตกกังวล
 
ท้องใหญ่ขึ้น ท้องแตกลาย
มดลูกที่ใหญ่ขึ้นทำให้ผนังท้องยืดขยาย ถ้าน้ำหนักขึ้นเร็วมากจะทำให้ผิวท้องแตก
 
เส้นดำกลางท้อง
เกิดจากฮอร์โมนในระหว่างตั้งครรภ์เพิ่มมากขึ้น
 
ผมมัน ผมแห้ง
จากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย วิธีการดูแลควรเน้นในเรื่องการปฏิบัติตัว เช่น ถ้าผมมันควรสระผมให้บ่อยขึ้น ถ้าผมแห้งควรใส่หมวกเวลาออกแดด หรือพยายามอย่าออกแดด อาการนี้จะลดลงและหายกลับมาเป็นปกติดังเดิมภายหลังการคลอดบุตร
 
ปัญหาในช่องปาก
เกิดจากการขาดสุขอนามัยในการดูแลอย่างดี เนื่องจากช่วงเวลาตั้งท้อง คุณแม่ส่วนใหญ่จะมีอาการแพ้ท้องอาเจียน ทำให้อาหารและน้ำย่อยออกมาในช่องปาก ถ้าคุณแม่เพลียและไม่บ้วนปากหรือแปรงฟัน จะทำให้น้ำย่อยซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดไปทำลายกัดกร่อนฟัน และเป็นที่แพร่พันธุ์ของเชื้อจุลินทรีย์ ก่อให้เกิดปัญหาในช่องปากที่สำคัญ คนส่วนใหญ่จะคิดว่าฟันกร่อนเกิดจากลูกในครรภ์เอาแคลเซียมจากกระดูกและฟันของแม่ไปเสริมสร้างกระดูกของลูก 

 
การตกขาว
เกิดจากฮอร์โมนเอสโตรเจนและมีเลือดมาหล่อเลี้ยงบริเวณช่องคลอดมาก ก่อให้เกิดความชุ่มชื้น จะมีอาการตกขาวเป็นเมือกขาวๆ ถือเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้ามีกลิ่นเหม็นหรือสีเปลี่ยนไปก็ควรจะมาปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเกิดการติดเชื้อจำพวกรา แบคทีเรียก็ได้
 
อาการท้องผูกและริดสีดวง
เกิดจากฮอร์โมนโปรเจสเตอร์โรนเพิ่มมากขึ้นขณะที่ตั้งครรภ์ ฮอร์โมนนี้มีฤทธิ์ทำให้ลำไส้ลดการบีบตัว ทำให้อาหารตกค้างในลำไส้นาน น้ำในลำไส้จะถูกดูดซึมไปเรื่อยๆ ทำให้กากอาหารในลำไส้มีลักษณะแข็ง ถ่ายออกลำบาก และถ้าคุณแม่กินอาหารจำพวกกากใยน้อย ก็จะยิ่งทำให้มีปัญหาท้องผูกได้ และถ้าท้องผูกนานๆ คุณแม่ต้องใช้แรงในการเบ่งแต่ละครั้ง ทำให้เกิดการโป่งของหลอดเลือดบริเวณปากทวารหนัก เกิดเป็นก้อนริดสีดวงได้
 
หลอดเลือดขอด
เกิดจากการเพิ่มปริมาณของเลือดและน้ำในกระแสเลือด รวมทั้งมดลูกโตกดหลอดเลือดใหญ่ ทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี เลือดคั่งมากที่บริเวณขาและเชิงกราน หลอดเลือดเกิดการอักเสบหรือโป่งพองขึ้น ทำให้เจ็บปวดหรือทำให้แลดูไม่สวยงาม วิธีลดการเกิดหลอดเลือดขอดในหญิงตั้งครรภ์ คือการควบคุมน้ำหนักไม่ให้ขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่ายืนหรือเดินนานๆ ควรใส่ถุงน่อง ประเภทซัพพอร์ตเพื่อพยุงขา หรือกางเกงที่ช่วยพยุงหน้าท้อง เพื่อไม่ให้มดลูกมากดทับหลอดเลือดบริเวณขาหนีบ เพื่อช่วยให้เลือดไหลกลับสู่หัวใจได้ดีขึ้น
 
อ่อนเพลียง่าย
เนื่องจากร่างกายของคุณแม่ต้องทำงานหนักในการสูบฉีดเลือดที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นจากปกติถึงประมาณร้อยละ 40 ทำให้ปอดและหัวใจต้องทำงานหนักขึ้น คุณแม่ควรนอนอย่างน้อยวันละ 10 ชั่วโมง (กลางวัน 2 ชั่วโมง กลางคืน 8 ชั่วโมง ถ้าคุณแม่ไม่มีเวลานอนในตอนกลางวัน อาจจะพักนั่งหลับตา ยกขาสูงๆ ในช่วงพัก ก็จะทดแทนกันได้ โดยทำจิตใจให้สบายๆ)
 


การฝากและตรวจครรภ์




แพทย์จะนัดตรวจทุก 1 เดือน ใน 7 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ ทุก 2 สัปดาห์เมื่ออายุครรภ์ 7-8 เดือน และทุกสัปดาห์ในเดือนสุดท้าย แพทย์จะตรวจความสมบูรณ์ของคุณแม่และทารกในครรภ์ว่าเจริญเติบโตตามเกณฑ์หรือไม่ พร้อมกับแนะนำเรื่องอาหาร การปฏิบัติตัว ให้ยาบำรุง ตรวจร่างกาย และตรวจเลือดที่จำเป็น เช่น ความสมบูรณ์ของเลือด การติดเชื้อซิฟิลิส เอดส์ และไวรัสตับอักเสบชนิดบี ตรวจหาภูมิคุ้มกันหัดเยอรมัน และหมู่เลือด

ว่าที่คุณแม่ควรเริ่มฝากครรภ์เมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์ โดยไม่ต้องรอให้ท้องใหญ่ถึงพบแพทย์ เพราะจะทำให้ไม่ได้รับคำแนะนำที่เหมาะสม ทางที่ดีควรพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพและรับคำแนะนำตั้งแต่ก่อนแต่งงาน เพราะจะสามารถตรวจสอบโรคบางอย่างที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ เช่น โรคโลหิตจาง ธาลัสซีเมีย เป็นต้น

วิธีการตรวจครรภ์
เทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันช่วยให้แพทย์สามารถตรวจหาความผิดปกติของทารกในครรภ์ได้ ซึ่งจะช่วยทำให้วางแผนในการดูแลรักษาคุณแม่และทารกในครรภ์ต่อไปได้ โดยตัวอย่างของวิธีการตรวจประเมินทารกในครรภ์ ได้แก่
  1. การตรวจด้วยอัลตราซาวนด์
เป็นการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง ซึ่งมนุษย์ไม่สามารถได้ยิน เมื่อนำมาตรวจหญิงตั้งครรภ์ สามารถบอกรูปร่างลักษณะและสรีรวิทยาของมดลูก ทารกในครรภ์ รก สายสะดือและน้ำคร่ำได้โดยไม่มีอันตรายต่อคุณแม่และทารกในครรภ์ จึงเป็นเครื่องมือที่นิยมแพร่หลายมากในปัจจุบัน โดยทั่วไปแล้วเครื่องอัลตราซาวนด์มักใช้เพื่อวินิจฉัยการตั้งครรภ์ ความผิดปกติของเด็กและรก รวมทั้งอาจดูเพศของเด็กได้ด้วย
 
 
  1. การเจาะน้ำคร่ำ
เป็นการตรวจภาวะความผิดปกติของโครโมโซมของทารกในครรภ์ ซึ่งมักเกิดได้สูงในคุณแม่ตั้งครรภ์อายุ 35 ปีขึ้นไป ปกติจะตรวจในช่วงอายุครรภ์ประมาณ 15-18 สัปดาห์ ทำโดยการเจาะเข็มผ่านทางหน้าท้องของแม่ แล้วดูดน้ำคร่ำออกมาตรวจประมาณ 20 มล. โดยใช้อัลตราซาวนด์ช่วยดูตำแหน่งในการแทงเข็ม ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีในการเจาะ ภายหลังการเจาะน้ำคร่ำ คุณแม่ตั้งครรภ์ควรพักผ่อน ไม่เดินมาก โดยสังเกตอาการใน 24 ชั่วโมงว่ามีการปวดท้องมากหรือมีของเหลวไหลออกจากช่องคลอด อาการดังกล่าวแสดงถึงภาวะการรั่วของถุงน้ำ ซึ่งพบได้น้อยมาก
  1. Triple Screening
เป็นการตรวจความเสี่ยงของความผิดปกติของเด็ก เช่น ภาวะปัญญาอ่อน หรือ Down Syndrome และหลอดประสาทไขสันหลังไม่ปิด โดยการเจาะเลือดจากแม่ประมาณ 3-5 มล. ผลที่ได้จะเป็นเพียงค่าความเสี่ยงว่าแม่มีแนวโน้มเสี่ยงเพียงใดที่ลูกจะเป็นโรคดังกล่าว ซึ่งการตรวจนี้ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค หากตรวจพบว่ามีความเสี่ยงควรจะต้องเจาะน้ำคร่ำเพื่อทำการตรวจต่อไป

พัฒนาการของลูกในครรภ์




เริ่มจากไข่ในรังไข่ของแม่ที่ตกออกมาในแต่ละเดือน ปกติจะตกออกมาเดือนละ 1 ฟอง จากรังไข่แต่ละข้างสลับกันไปมา ซ้าย-ขวา ซึ่งไข่จะเดินทางมารอพบกับอสุจิของพ่อที่บริเวณหลอดมดลูก เมื่อผสมกันแล้วจะเดินทางมาฝังตัวอยู่บริเวณผนังมดลูกด้านบน 

ทารกในครรภ์จะมีพัฒนาการดังต่อไปนี้

สัปดาห์ที่ 4
ขนาดเท่าหัวเข็มหมุด มีพัฒนาการของสมองและไขสันหลัง

 
 
สัปดาห์ที่ 5
เริ่มสร้างตุ่มแขนและขา เพื่อที่จะเจริญเป็นแขนและขาในที่สุด


 
สัปดาห์ที่ 6
ความยาวประมาณ 0.5 ซม. สายสะดือค่อนข้างใหญ่ ช่วงนี้เป็นช่วงการสร้างอวัยวะต่างๆ ให้ครบสมบูรณ์

 
 
สัปดาห์ที่ 8
อวัยวะทุกส่วนสร้างขึ้นอย่างสมบูรณ์ คล้ายคนมากขึ้น ความยาวประมาณ 2.5 ซม. เห็นหัวใจเต้นชัดเจน สามารถเคลื่อนไหวและขยับแขน ขาได้บ้าง

 
 
สัปดาห์ที่ 12
มีแขน ขาครบ ความยาวประมาณ 9 ซม. มีอวัยวะเพศสมบูรณ์แต่มีขนาดเล็ก ตายังหลับอยู่ งอมือ ขยับแขน ขาได้

 
 
สัปดาห์ที่ 16
แขนและข้อต่อพัฒนาอย่างสมบูรณ์ เริ่มมีขนอ่อนมาปกคลุมทั่วร่างกาย มีการสร้างขนคิ้วและขนตา ความยาวประมาณ 16 ซม. น้ำหนักราว 150-180 กรัม บางครั้งแม่จะรู้สึกว่าลูกดิ้น

 
 
สัปดาห์ที่ 20
มีพัฒนาการทางด้านกล้ามเนื้อ ฟันจะถูกสร้างขึ้นใต้ขากรรไกร เริ่มมีผมขึ้น และมีไขปกคลุมตัว ความยาวประมาณ 25 ซม. น้ำหนักราว 340 กรัม

 
 
สัปดาห์ที่ 24
เริ่มดูดนิ้วเป็นพักๆ บางครั้งไอหรือสะอึก สามารถได้ยินเสียงจากภายนอกได้ ปอดเริ่มทำงาน ตาเริ่มเปิด ความยาวประมาณ 33 ซม. น้ำหนักราว 500 กรัม

 
 
สัปดาห์ที่ 28
สัดส่วนของศีรษะจะใหญ่กว่าลำตัว มีการสะสมของไขมันใต้ผิวหนัง ปอดเริ่มพัฒนาเพื่อให้สมบูรณ์ สามารถมีปฏิกิริยาต่อแสงได้ ความยาวประมาณ 37 ซม. น้ำหนักราว 1,000 กรัม

 
 
สัปดาห์ที่ 36
ช่วงนี้ลูกเจริญเติบโตเร็วที่สุด มีการสะสมของไขมันมาก ความยาวประมาณ 47 ซม. น้ำหนักราว 2,500 กรัม

 
 
สัปดาห์ที่ 40
ลูกจะสมบูรณ์เต็มที่ ผิวหนังจะเรียบ ไขห่อหุ้มตัวจะน้อยลง ความยาวประมาณ 50 ซม. น้ำหนักราว 3,000 กรัม


 

อาการผิดปกติที่ต้องพบแพทย์




คุณแม่ตั้งครรภ์ควรหมั่นสังเกตอาการตัวเอง หากมีอาการผิดปกติดังต่อไปนี้ อย่าละเลย ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
 
มีเลือดหรือน้ำคร่ำออกทางช่องคลอด
ปกติปากมดลูกในหญิงตั้งครรภ์จะปิดจนกว่าจะเจ็บครรภ์คลอดถึงจะเปิด ถ้ามีมูกเลือด น้ำคร่ำ หรือสิ่งแปลกปลอมใดๆ ไหลออกจากช่องคลอด อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความผิดปกติ เช่น ปากมดลูกเริ่มเปิด ทำให้เชื้อโรคจากภายนอกอาจเข้าสู่โพรงมดลูก เกิดอันตรายต่อทารกได้ ถ้ามีเลือดร่วมด้วย อาจเกิดการฉีกขาดของหลอดเลือด ถ้าพบว่ามีของเหลวใสคล้ายน้ำปัสสาวะออกทางช่องคลอด อาจเป็นถุงน้ำคร่ำแตก ซึ่งจะเป็นอันตรายอย่างยิ่งถ้าทิ้งไว้นาน ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยถึงสาเหตุ
 
เด็กไม่ดิ้น ดิ้นน้อยลง หรือดิ้นมากผิดปกติ
ลูกในครรภ์จะเริ่มดิ้นตั้งแต่ตั้งครรภ์ได้ 4-5 เดือนเป็นต้นไป ให้สังเกตการดิ้นของลูกทุกวันหลังอาหาร ลูกจะต้องดิ้นอย่างน้อย 3 ครั้งใน 1 ชั่วโมงหลังอาหารแต่ละมื้อ หรืออย่างน้อย 10 ครั้ง/วัน 
 
คุณแม่ตั้งครรภ์ควรสังเกตความผิดปกติของการดิ้นของลูกในครรภ์ ถ้ามากไป น้อยไป หรือไม่ดิ้น ควรรีบปรึกษาแพทย์หรือพยาบาลเพื่อวินิจฉัยความผิดปกติ แพทย์จะทำการตรวจโดยใช้เครื่อง Fetal Monitor หรือเครื่องอัลตราซาวนด์เพื่อหาสาเหตุของความผิดปกติและให้การดูแลแต่เนิ่นๆ
 
ปวดศีรษะมาก ตาพร่ามัว-บวม อาเจียนมาก
ความผิดปกติเหล่านี้อาจเกิดกับตัวคุณแม่ตั้งครรภ์โดยตรงหรือทางอ้อมกับทารกในครรภ์ เช่น อาจเกิดจากภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งจะมีภาวะความดันโลหิตสูง มีไข่ขาวในปัสสาวะ และอาจเกิดอาการชักในที่สุด ถ้าคุณแม่มีอาการชักและไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที จะทำให้เกิดภาวะขาดออกซิเจน ทำให้ปริมาณออกซิเจนที่ไปเลี้ยงทารกลดน้อยลงหรือขาดไป ส่งผลให้สมองของเด็กได้รับผลกระทบจากสาเหตุนี้ ซึ่งอาจทำให้สติปัญญาหรือความฉลาดของเด็กลดลง
 
คุณแม่สามารถป้องกันและดูแลไม่ให้เกิดภาวะเหล่านี้ได้ด้วยการควบคุมปริมาณอาหาร อย่าให้น้ำหนักตัวเพิ่มมาก อย่ากินอาหารเค็ม นอกจากนี้ควรตรวจหาภาวะบวมและตรวจปัสสาวะดูไข่ขาวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัยให้โดยสม่ำเสมออยู่แล้ว ดังนั้นหญิงตั้งครรภ์ควรจะรีบฝากท้องแต่เนิ่นๆ และพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
 
ปวดหลัง มีไข้สูง หนาวสั่น
คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ไม่ควรปล่อยให้มีไข้อยู่นานๆ เพราะการมีไข้สูงนานๆ ทำให้เกิดอันตรายต่อรกและเด็ก ยาลดไข้ที่ค่อนข้างปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์ คือ ยาพาราเซตามอล แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาทุกครั้ง หากอาการไม่ดีขึ้นต้องรีบไปพบแพทย์ 

การดูแลสุขภาพของคุณแม่




เคล็ดลับเพื่อครรภ์คุณภาพ




ดูแลผิวยามตั้งครรภ์
ปัญหาผิวพรรณขณะตั้งครรภ์ที่คุณแม่ต้องเผชิญคือ หน้าท้องแตกลาย เนื่องจากหน้าท้องที่ขยายใหญ่ขึ้น คุณแม่สามารถป้องกันหน้าท้องแตกลายโดยการดูแลน้ำหนักให้ขึ้นตามเกณฑ์ และใส่ใจดูแลผิวพรรณอยู่เสมอ หมั่นทาโลชันบำรุงผิวให้เกิดความยืดหยุ่น และควรหลีกเลี่ยงการอาบน้ำร้อนหรือทาแป้ง เพราะจะยิ่งทำให้ผิวแห้งมากขึ้น
 
วิธีลุกจากที่นอนให้ปลอดภัย
การลุกจากที่นอนให้ปลอดภัยนั้น คุณแม่ควรนอนตะแคง แล้วใช้ศอกด้านที่ตะแคงช่วยรับน้ำหนัก และใช้ข้อศอกกับมืออีกข้างช่วยในการพยุงตัว จากนั้นดึงขาทั้งสองข้างไปด้านหลัง งอเข่าไว้ จึงค่อยใช้แขนดันตัวลุกขึ้นให้อยู่ในท่าคุกเข่า แล้วจึงลุกขึ้นโดยใช้กำลังขาทั้งสองข้าง จะช่วยให้คุณแม่ลุกขึ้นยืนได้อย่างปลอดภัย
 
ทำอย่างไรเมื่อแม่ท้องผูก
อาการท้องผูกเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยากสำหรับคนท้อง เนื่องจากร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะหน้าท้องที่ขยายใหญ่ขึ้นจนทำให้มดลูกไปเบียดเนื้อที่ของกระเพาะปัสสาวะและลำไส้ใหญ่ ส่งผลให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ไม่สมบูรณ์ ดังนั้นคุณแม่ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น ดังนี้
  • รับประทานผักสดให้เพียงพอ อย่างน้อย 1-11/2 ทัพพี
  • รับประทานผลไม้ เช่น กล้วยน้ำว้า มะละกอ แอปเปิล ลูกพรุน หรือจะรับประทานน้ำผลไม้อย่างน้ำลูกพรุน น้ำส้ม ก็ช่วยได้เช่นกัน
  • เปลี่ยนไปกินข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ธัญพืช ก็จะช่วยเพิ่มใยอาหาร ทำให้ขับถ่ายได้คล่องขึ้น และอย่าลืมดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว
 
สัมผัส...เสริมพัฒนาการ
คุณพ่อคุณแม่สามารถลูบท้องเบาๆ โดยเริ่มจากด้านล่างขึ้นไปที่สะดือพร้อมกับพูดคุยกับลูก จะช่วยให้ระบบประสาทของลูกเกิดการพัฒนา ลูกจะตอบสนองโดยการดิ้น แต่ถ้าคุณแม่ลูบหน้าท้องแล้วเกิดอาการปวดท้องรุนแรง ควรหยุดและไปพบแพทย์ทันที
 
คุณแม่เครียด ระวังลูกเครียดด้วย
หากคุณแม่เครียด ลูกน้อยก็จะเครียดตามไปด้วย เพราะในยามที่คุณแม่โกรธฉุนเฉียว ร่างกายของคุณแม่จะหลั่งสารอะดรีนาลิน ทำให้กล้ามเนื้อร่างกายทุกส่วนเกร็งตัว เกิดความตึงเครียด ลูกในครรภ์ก็จะได้รับความตึงเครียดไปด้วย
 
ตรงกันข้าม หากคุณแม่มีความสุข ร่างกายของคุณแม่ก็จะหลั่งสารเอนดอร์ฟินออกมา แล้วก็ส่งผ่านไปสู่ลูกในครรภ์ ก็จะทำให้ลูกรู้สึกดีมีความสุขตามไปด้วย
 
หากคุณแม่ต้องยกของหนัก
การยกของขึ้นจากพื้น คุณแม่ควรยืนให้ชิดกับของที่จะยก แล้วค่อยๆ ย่อตัวลง งอเข่า ตั้งไหล่ให้ตรง ใช้มือทั้งสองจับของให้มั่น ออกแรงยกให้น้ำหนักอยู่ใกล้ตัวที่สุด โดยใช้แรงจากขาและแขน เพื่อป้องกันอาการปวดหลัง และควรหลีกเลี่ยงการยกของที่หนักเกินไป หรือของที่อยู่บนที่สูง เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายต่อกล้ามเนื้อและข้อต่อได้
 
เคล็ดลับแก้เมื่อยหลัง
ขนาดของครรภ์ที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ อาจทำให้คุณแม่มีอาการปวดหลังปวดขา ซึ่งอาการเหล่านี้มีทางแก้ให้คลายลงได้ ดังนี้
  • ว่ายน้ำแบบเบาๆ หรือออกกำลังกายในน้ำ จะช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณหลังแข็งแรงขึ้น
  • พยายามยืนให้หลังตรงอยู่เสมอ
  • สวมรองเท้าส้นเตี้ยและใส่สบาย
  • การลุกจากที่นอนให้ถูกต้องจะช่วยป้องกันอาการปวดหลังได้ เริ่มจากท่านอนตะแคงข้างเสมอ แล้วค่อยๆ ใช้มือยันตัวลุกขึ้นเป็นท่านั่ง แล้วจึงค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
 
ยิ่ง(ท้อง)แก่ ยิ่ง(มี)กระ
สำหรับคุณแม่ที่มีอายุครรภ์อยู่ในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์ หรือที่เรียกกันว่าท้องแก่ใกล้คลอด บางรายอาจถุกกระคุกคามอย่างหนัก ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะฮอร์โมนในร่างกายระหว่างตั้งครรภ์ ทำให้เซลล์สีของร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง ส่วนใหญ่จะมีสีเข้มขึ้น ในขณะเดียวกันในส่วนที่จะต้องถูกแสงแดดหรือแสงยูวี ก็จะมีความไวต่อแสงดังกล่าวมากขึ้น จึงเป็นเหตุให้สังเกตได้ว่ามีกระเพิ่มมากขึ้น
 
ท่านอนช่วงใกล้คลอด
มีคุณแม่จำนวนไม่น้อยที่ต้องเผชิญกับอาการนอนไม่หลับ เพราะมักจะกังวลเรื่องการคลอด และด้วยความที่ท้องคุณแม่ค่อนข้างโตมากทำให้ไม่รู้ว่าจะนอนท่าไหนจึงจะไม่อึดอัด หากมีอาการดังกล่าวคุณแม่ควรพักผ่อนในช่วงสั้นๆ เท่าที่มีเวลา และใช้หมอนหนุนขาให้สูงกว่าลำตัวเล็กน้อย การพักผ่อนแบบนี้จะช่วยให้คุณแม่สดชื่นขึ้น